gclub เคล็ดลับบาคาร่า
เคล็ดลับต่อไปนี้ของบาคาร่าจะหมายถึงการให้คำแนะนำพื้นฐานบางอย่างสำหรับผู้เล่นระดับกลางบาคาร่า เคล็ดลับนี้อยู่บนพื้นฐานของประสบการณ์ของมืออาชีพที่ช่ำชอง gclub
และเคล็ดลับบาคาร่าเหล่านี้สามารถเป็นพื้นฐานเสริมที่ดีของข้อมูลให้กับผู้เล่นที่มีความเข้าใจในการเล่น ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเพียงเล็กน้อย
- จัด bankroll ของ 20 ถึง 50 หน่วย บาคาร่าเป็นเกมที่มีขีด จำกัด สูงและคุณควรเตรียมที่จะเสี่ยงต่อจำนวนของ bankroll ของคุณ gclub
- ได้คะแนนคาร์ดเมื่อคุณเริ่มเกมบาคาร่า แต่ละชาร์ตในการตัดสินใจโดยใช้สัญลักษณ์ B สำหรับแบงค์ และ P สำหรับผู้เล่นแต่ละคน
- เดิมพันยูนิตเดียวสำหรับครั้งแรกที่ 20 ถึง 30 แฮนด์ของ shoe
- มองหาแนวโน้มที่เห็นได้ชัดในช่วงแรก 20 ถึง 30 แฮนด์ของเกม gclub
- หลีกเลี่ยงการขัดแย้งหรือเดิมพันเสมอโดยไม่ต้องคำนึงถึงสถานการณ์นั้นๆ
- หากคอมมิสชั่นน้อยกว่า 5%, นั่นคือผลกำไรของคุณจะได้จากการเดิมพันกับ house
- หากคอมมิสชั่นมีมากขึ้นกว่า 5% ผลกำไรของคุณจะได้จากการเดิมพันผู้ชนะ
- อย่าเดิมพันกับstreak ประเภท Banco หรือ Punto หลังจากที่ streak ต่อเนื่องตามลำดับ Banco หรือ Punto gclub ให้หยุดการพนันจนกว่าจะมีการ streak chops หรือให้เดิมพันกับ streak
- ถ้าคุณอยู่ใน streaky shoe ที่มีทั้ง Punto และ Banco และเข้าร่วมใน short streaks และเล่นต่อกับ Paroli ซึ่งหมายความว่าคุณเดิมพันสองครั้ง เพื่อไปชนะสามแฮนด์อย่างต่อเนื่อง
- ถ้าคุณอยู่ใน choppy shoe, เดิมพันที่ข้างใดก็ตามที่ชนะมือสุดท้ายนั้น จะไม่ชนะสามแฮนด์อย่างต่อเนื่อง gclub
Tag Archives: บาคาร่า
อะมิโน เปปไทด์ คือ? ลดริ้วรอยได้จริงไหม ?

เครื่องสำอางหรือเวชสำอาง ถูกออกแบบมาเพื่อบำรุงและปกปิดข้อบกพร่องของผิวหนังโดยกลไกต่างๆ สินค้าเครื่องสำอางไม่ได้ถูกทดสอบและรับรองโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
สินค้าส่วนใหญ่ได้รับการวิจัยและพัฒนาขึ้นจากหลักการทางทฤษฏีของสารสำคัญที่มีคุณประโยชน์ต่อผิวหนัง การศึกษาวิจัยมักจะทำในหลอดทดลอง อะมิโน แอซิด เปปไทด์ ที่กำลังฮือฮากันก็เช่นเดียวกัน นับเป็นสารใหม่ล่าสุดในวงการเครื่องสำอาง ที่เป็นความหวังใหม่ในการช่วยลดริ้วรอยบนใบหน้าโดยไม่ต้องอาศัยการฉีดยาหรือการทำศัลยกรรม
อะมิโน เปปไทด์ คืออะไร
เปปไทด์ คือโมเลกุลของโปรตีนอะมิโน แอซิด หลายๆ โมเลกุลมาเกาะกันเป็นสายโซ่สั้นๆ มีการนำมาผสมผสานลงในสูตรตำรับของเครื่องสำอาง เช่น ครีมรอบดวงตา ครีมบำรุงผิวหน้าและลำคอ เป็นต้น เนื่องจากมีข้อมูลจากการศึกษาวิจัยว่า เปปไทด์เหล่านี้สามารถซึมเข้าสู่ผิวหนังชั้นที่ลึกลงไปได้ ช่วยกระตุ้นการสมานแผล ยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า เช่น หน้าผาก รอบดวงตา และร่องแก้ม เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีรายงานผลของเปปไทด์ในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนพร้อมๆ กับการยับยั้งการทำลายคอลลาเจนอีกด้วย ผลการศึกษาเหล่านี้ทำให้เชื่อได้ว่า อะมิโน เปปไทด์ จะให้ประโยชน์ในการลดเลือนริ้วรอย ทำให้ร่องลึกของริ้วรอยรอบใบหน้าน้อยลงหรือจางลงพร้อมๆ กับการป้องกันการเกิดริ้วรอยใหม่ ผิวหนังเต่งตึงขึ้นจากการสร้างคอลลาเจนใหม่อีกด้วย ผลการลดริ้วรอยได้ผลประมาณ 16-27% หากใช้อย่างต่อเนื่อง
อุตสาหกรรมเครื่องสำอางมีความหวังว่า อะมิโน เปปไทด์ น่าจะนำมาใช้ทดแทนการทำศัลยกรรม เลเซอร์ หรือการฉีดสารโบทอกส์หรือสารคอลลาเจนเข้าใต้ผิวหนังโดยแพทย์ผิวหนัง เพื่อวัตถุประสงค์ของการลดริ้วรอย สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการหรือกลัวเข็มฉีดยา
ลดริ้วรอยได้จริงหรือ?
เปปไทด์ ในเครื่องสำอางนับเป็นของใหม่ล่าสุดในวงการเครื่องสำอางสำหรับชะลอริ้วรอยแห่งวัย การศึกษาวิจัยส่วนใหญ่เป็นการวิจัยในหลอดทดลอง ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ว่าผลการศึกษาที่ได้จากหลอดทดลอง อาจจะไม่ได้ผลในการวิจัยในสัตว์ทดลอง และอาจใช้ไม่ได้ผลในคน เนื่องจากสารสำคัญที่ออกฤทธิ์จำเป็นต้องถูกนำส่งไปยังเป้าหมายคือผิวหนังชั้นล่าง อะมิโน เปปไทด์ ก็เช่นกัน การจะให้ประสิทธิผลเนื้อครีมที่ผสมสารอะมิโน เปปไทด์ ต้องมีประสิทธิภาพในการปลดปล่อยสารอะมิโน เปปไทด์ ออกจากเนื้อครีม และนำส่งไปยังเป้าหมายที่ออกฤทธิ์คือ ผิวหนังชั้นล่างหรือชั้นหนังแท้ ดังนั้นประโยชน์ของ อะมิโน เปปไทด์ จึงยังเป็นที่สงสัย เพราะสารที่จะเดินทางลึกลงไปยังผิวหนังชั้นล่างได้จะต้องอยู่ในสภาพที่มีความคงตัว จะต้องไม่ถูกย่อยสลายระหว่างการเดินทาง
ความปลอดภัย
ผลการศึกษาในระยะสั้นยังไม่พบอาการข้างเคียงแต่อย่างไร แต่การใช้สะสมในระยะยาว มีผลข้างเคียงอย่างไรยังไม่มีรายงาน มีเพียงข้อบ่งชี้ว่าไม่ควรใช้ในความเข้มข้นสูงเกิน 10 % เพราะอาจจะทำให้กล้ามเนื้อและผิวหนังย่นเป็นถุงได้
ข้อแนะนำการใช้เครื่องสำอางให้ได้ผล
ผู้บริโภคยังไม่ควรตื่นเต้นกับสินค้าใหม่เหล่านี้ เพราะที่ผ่านมาสินค้าเครื่องสำอางเปรียบเสมือนแฟชั่น ที่ผู้ผลิตพยายามค้นหาสิ่งใหม่ๆ มาดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคเท่านั้น
1. ควรทำความสะอาดผิวหน้า และบำรุงผิวหน้าด้วยครีมบำรุงผิวทุกครั้ง เพื่อปกป้องผิวหน้าไม่ให้ผิวแห้ง นี่คือเคล็ดลับสำคัญของการป้องกันการเกิดริ้วรอย (ควรป้องกันง่ายกว่าเป็นแล้วมาแก้ไข)
2. ในเวลากลางวัน อาจจำเป็นต้องทาครีมกันแสงแดดทับ เพื่อไม่ให้รังสียูวีทำลายเซลล์ผิว
3. ในเวลากลางคืน ไม่ว่าจะนอนในห้องปรับอากาศหรือโชยพัดลม ก็ควรทาครีมบำรุงผิวหน้าก่อนนอนเช่นกัน โดยวัตถุประสงค์คือป้องกันไม่ให้ผิวหน้าแห้ง เพราะถ้าผิวหนังแห้ง จะตามมาด้วยความเหี่ยวย่น เฉกเช่นใบไม้ต้นไม้ที่ขาดน้ำขาดปุ๋ยนั่นเอง
4. ครีมบำรุงผิว อาจจะผสมสารอาหารต่างๆ เช่น วิตามินอี วิตามินซี อะโรเวร่า กรดผลไม้ หรือ อะมิโน เปปไทด์ ก็สามารถทดลองดูได้ด้วยตนเอง แต่ที่สำคัญการบำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอจะเห็นผลดีแม้ว่าจะเป็นเพียงครีมบำรุงผิวผสมวิตามินธรรมดาที่คุ้นเคยตั้งแต่อดีตก็ตาม
“อาบช็อคโกแลต” ช่วยบำรุงผิวจริงหรือ ?

มีเครื่องสำอางบางยี่ห้อ ได้นำช็อคโกแลตมาเป็นครีมนวดตัว ครีมขัดผิวและบำรุงผิว แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าช็อคโกแลตเป็นสินค้าที่มีราคาแพง ดังนั้นการนำมาเป็นครีมบำรุงผิวคงจะยิ่งแพงเข้าไปใหญ่เพราะต้องใช้กับพื้นที่ผิวทั่วตัวในปริมาณมาก
ช็อคโกแลต ทำมาจากเมล็ดโกโก้ของต้นโกโก้ เป็นพืชที่ขึ้นในแถบอเมริกาใต้ มีองค์ประกอบหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของร่างกายจากการรับประทาน เช่น สารคาเทชิน (CATECHINS) เป็นสารต้านอนุมูลอิสสระ มีรายงานทางการแพทย์พบว่าสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและมะเร็งได้
สำหรับผู้ที่รับประทานช็อคโกแลต พบว่า มักจะมีอารมณ์ดีขึ้นช่วยคลายเครียด เนื่องจากช็อคโกแลต ช่วยกระตุ้นการหลั่งของสารเอ็นโดฟินในสมอง ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของคาเฟอีน เช่นเดียวกับในเมล็ดกาแฟ องค์ประกอบหลักในผงโกโก้ จะประกอบด้วยส่วนที่เป็นไขมันคือ สเตียลิคแอซิด 34% โอลิอิคแอซิด 34% และปาล์มิติคแอซิด 25% ที่เหลือประกอบด้วยสารอาหารอย่างละเล็กน้อยตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ดังนั้นจะพบว่าผู้ที่รับประทานช็อคโกแลตมาก ๆ มักจะอ้วนเร็วเพราะมีไขมันมากนั่นเอง
การนำช็อคโกแลตมาบำรุงผิวหนังทั่วร่างกาย หากจะได้ประโยชน์บ้างก็คงจะเป็นส่วนของวิตามินอีเล็กน้อย และส่วนของไขมัน ที่จะช่วยทำหน้าที่เป็นสารหล่อลื่นให้ผิวหนังชุ่มชื้นนุ่มนวล แต่ทั้งวิตามินอีที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยและไขมันที่เป็นองค์ประกอบหลักใน ช็อคโกแลตก็สามารถหาได้จากทั่วไปในราคาที่ถูกกว่ามาก ทั้งจากพืชชนิดอื่น ๆ หรือจากสารสังเคราะห์ ดังนั้นการนำช็อคโกแลตมานวดตัว ขัดตัว หรือบำรุงผิว จึงเป็นการใช้สินค้าไม่คุ้มค่าเงินและไม่จำเป็น
มีนักวิทยาศาสตร์ได้พยายามนำช็อคโกแลต มาผ่านขบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อสกัดกลิ่นและสีให้หมดไป และนำสารสกัดช็อคโกแลคมาเป็นองค์ประกอบในเครื่องสำอางบำรุงผิว แต่พบว่าไม่ได้ประโยชน์อะไรมากต่อผิวหนังนอกเหนือจากไขมันหรือน้ำมัน ที่มีประโยชน์ในการบำรุงผิวทั่วไป เช่นเดียวกับน้ำมันจากพืชชนิดอื่น ๆ เช่น น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันมะกอก น้ำมันงา เป็นต้น ซึ่งน้ำมันจากพืชเหล่านี้ ก็มีองค์ประกอบของวิตามินอีเพียงเล็กน้อยเช่นกัน
การนำช็อคโกแลตมานวดตัวขัดตัวและบำรุงผิว จึงเป็นเพียงการพยายามนำเสนอสิ่งแปลกใหม่สู่วงการเครื่องสำอาง เพื่อให้ผู้บริโภคที่ชอบของแปลกใหม่ตื่นเต้น และคงต้องเสียเงินแพงเท่านั้น
ท้องไส้ปั่นป่วนเรื้อรัง สัญญาณเตือนภัยมะเร็ง

หากคุณมีอาการท้อง อืด ท้องเฟ้อ ท้องผูกสลับกับท้องเสีย จำนวนครั้งในการขับถ่ายอุจจาระแปรปรวน ลักษณะของอุจจาระเปลี่ยนแปลงไป โดยมีเลือดปน สีคล้ำ และมีมูกปน รวมทั้งรู้สึกปวดเกร็งช่วงท้องน้อย อ่อนเพลีย น้ำหนักลด และโลหิตจาง แม้ว่าเบื้องต้นก็ได้ทานยารักษาอาการแล้วแต่ยังไม่หาย โดยเฉพาะในคนที่อายุย่าง 50 ปี ให้ตั้งข้อสงสัยไว้เลยว่า อาจมีปัญหาที่ระบบของลำไส้ หรืออาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งก็ได้
มะเร็งลำไส้ เกิดจากเซลล์ในเยื่อบุลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงเติบโตผิดปกติ เกิดติ่งเนื้อขนาดเล็ก จนนานวันเข้าติ่งเนื้อนั้นก็จะเปลี่ยนสภาพเป็นเซลล์มะเร็ง และปัจจุบันมะเร็งชนิดนี้เป็นสาเหตุให้คนไทยเสียชีวิตในอันดับ 4 โดยโรคนี้สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด หากไม่ผ่าตัด ยังมีวิธีรักษาโดยรังสี และเคมีบำบัด จะเป็นวิธีเดียวหรือหลายวิธีร่วมกันขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคในผู้ป่วยแต่ละคน
ถ้าใครไม่อยากป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ก็ควรหันมาใส่ใจกับการทานอาหารให้มากขึ้นนะคะ โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร เน้นผักและผลไม้ ในการตรวจร่างกายทุก ๆ ปี ให้ตรวจหาเลือดตกค้างในอุจจาระ ส่วนการส่องกล้องเช็คลำไส้ใหญ่ควรตรวจทุก ๆ 5 ปี โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปค่ะ..
แคลเซียมแร่ธาตุที่ถูกลืม
หากกล่าวถึง แคลเซียม ทุกคน คงมิอาจปฏิเสธว่า นี่คือสารอาหารชั้นเลิศ ในการเสริมสร้างกระดูกและฟัน และยังเปรียบประดุจหัวใจของระบบ การทำงานต่างๆ ภายในร่างกาย ทว่าปัจจุบันกลับมีสถิติของผู้ป่วยด้วยโรค ที่เกิดจากการขาดแคลเซียมเพิ่มมากขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นโรคกระดูกพรุน กระดูกกร่อน ฟันผุ ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะมาทำความรู้จักแร่ธาตุ ตัวนี้ เพื่อป้องกันมิให้ร่างกาย ต้องขาดมันไป
ความสำคัญของแคลเซียม
กลไกการทำงานของร่างกายมนุษย์ ล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพาแคลเซียมเป็นสำคัญ นอกจากเป็นองค์ประกอบหลักของกระดูกและฟันแล้ว แคลเซียมยังมีบทบาทเกี่ยวข้องกับ การทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายของคนเราหลายต่อหลายระบบ เช่น ระบบประสาทที่ต้องอาศัยแคลเซียม เป็นแร่ธาตุจำเป็นในการนำกระแสประสาท ของเซลล์ในระบบประสาท กระบวนการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อ ระบบหัวใจที่ต้องทำงานตลอดเวลาเช่นกัน นอกจากนี้แคลเซียมยังเป็นปัจจัยสำคัญ ในกระบวนการแข็งตัวของเลือด อีกทั้งเป็นตัวนำสารอาหารที่สำคัญผ่านเข้าออกเซลล์ และที่สำคัญที่สุดแคลเซียม ยังเป็นองค์ประกอบหลักของกระดูก รวมทั้งยังทำหน้าที่เป็นสารป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนด้วย
แคลเซียมเข้าสู่ร่างกายอย่างไร
สำหรับการทำงานของแคลเซียม จะเริ่มจากเมื่อร่างกายได้รับแคลเซียมจากอาหาร ก็จะถูกกรดในกระเพาะ ทำให้แคลเซียมแตกตัวได้ดีขึ้น และถูกดูดซึมได้ง่ายขึ้นจากบริเวณลำไส้ส่วนต้น ซึ่งปกติแล้วร่างกายจะดูดซึมแคลเซียมได้ ประมาณร้อยละ 20-40 หลังจากนั้นแคลเซียมจะเข้าสู่เลือด ผ่านไปตามระบบไหลเวียนโลหิตแล้ว ไปสู่อวัยวะต่างๆ ส่วนใหญ่จะเข้าสู่กระดูก นอกนั้นเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ที่เหลือจะถูกขับออกทางปัสสาวะ
โดยปกติแม้กระดูกจะไม่ยืดตัวให้เห็น แต่จะมีแคลเซียมผ่านเข้า-ออกจากกระดูก ถึงวันละประมาณ 700 มิลลิกรัม ซึ่งแม้ว่าเกลือแร่ที่ติดอยู่ในกระดูก ดูเหมือนจะติดอยู่อย่างถาวร แต่อันที่จริงแล้ว แคลเซียมที่อยู่ในกระดูก จะถูกดึงออกพร้อมกับขบวนการละลายกระดูก (resorption) และเสริมเข้าไปพร้อมกับการสร้างกระดูกใหม่ (formation) อยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ขึ้นกับภาวะโภชนาการ ปริมาณแคลเซียม
ความสมดุลของฮอร์โมนและวัย
โดยทั่วไปร่างกายจะพยายามอย่างเต็มที่ ในการที่จะรักษาระดับแคลเซียมในเลือดให้ปกติเสมอ เพื่อให้อวัยวะต่างๆ ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างปกติ ซึ่งเปรียบเสมือนว่าระดับแคลเซียมที่ปกติ ก็คือ จำนวนเงินที่ติดกระเป๋าอยู่สำหรับใช้จ่ายในแต่ละวัน โดยแคลเซียมส่วนที่ถูกขับออกทางปัสสาวะ และแคลเซียมที่ใช้เพื่อการซ่อมแซมกระดูก เปรียบเสมือนค่าใช้จ่ายประจำวัน แคลเซียมในกระดูกเสมือนเงินฝากในธนาคาร แคลเซียมรับจากอาหารเสมือนรายได้ประจำวัน ถ้ารายรับมากกว่ารายจ่ายเงินออมก็มากขึ้น เงินออมนี้ก็เปรียบเสมือนเป็นการสะสมแคลเซียมในกระดูก ถ้ารายได้น้อยกว่ารายจ่าย ก็ต้องถอนจากธนาคาร เพื่อนำไปใช้จ่ายก็จะทำให้เสียสมดุล ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้อยู่เป็นประจำเงินออม ก็จะร่อยหรอลงไป นั่นก็เปรียบได้กับการที่ร่างกายได้รับแคลเซียม ไม่พอเพียงต่อความพยายามรักษาระดับแคลเซียมให้ปกติ จึงต้องมีการละลายแคลเซียมจากกระดูก มาเพิ่มให้กับเลือด ทำให้แคลเซียมในกระดูกค่อยๆ ลดลงๆ ท้ายที่สุดระดับแคลเซียมปกต ิหรือเงินที่ติดกระเป๋าอยู่ก็ลดลงจนไม่พอใช้นั่นเอง ซึ่งจากการศึกษาพบว่า การสะสมแคลเซียมของร่างกายมนุษย์นั้น เริ่มตั้งแต่ยังเป็นทารกในครรภ์มารดา โดยในแต่ละวัยร่างกายสามารถสะสมปริมาณแคลเซียม ในระดับที่แตกต่างกันดังนี้
|
•
|
เด็กแรกเกิด-9 ขวบ มีความสามารถในการสะสมแคลเซียมได้ 100 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวต่อวัน | |
|
•
|
เด็กอายุ 10 ขวบ มีความสามารถในการสะสมแคลเซียมได้ 100-150 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวต่อวัน | |
|
•
|
ช่วงวัยรุ่น มีความสามารถในการสะสมแคลเซียมได้ 200-400 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวต่อวัน | |
|
•
|
ชายและหญิงอายุ 18 ปี มีความสามารถในการสะสมแคลเซียมได้ 50-100 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวต่อวัน | |
|
•
|
ผู้ใหญ่อายุ 30 ปี มีความสามารถในการสะสมแคลเซียมได้ 0 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวต่อวัน ซึ่งหมายความว่าหลังจากอายุ 30 ปี ไปแล้ว ร่างกายจะไม่สะสมแคลเซียมอีกต่อไป ึจึงต้องมีการเติมแคลเซียมให้ร่างกาย เพื่อรักษาระดับแคลเซียมในกระดูก |
ความต้องการของแคลเซียม
ปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายต้องการ จะเปลี่ยนแปลงตามวัยและสภาวะต่างๆ ของร่างกาย
|
•
|
ทารก เด็ก และวัยรุ่น เป็นช่วงที่มีการสร้างกระดูกมากที่สุด ทำให้มวลกระดูกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น จึงเป็นช่วงสำคัญในการสะสมมวลกระดูก สำหรับการเจริญเติบโต และเพิ่มมวลกระดูก ให้มีปริมาณสูงสุด | |
|
•
|
วัยหนุ่มสาว ในช่วงอายุ 19-30 ปี ยังมีการสะสมมวลกระดูกอีกเล็กน้อย จึงจะถึงปริมาณสูงสุด | |
|
•
|
วัยผู้ใหญ่และวัยสูงอายุ เป็นช่วงที่มีการดึงแคลเซียม ออกจากกระดูกเพิ่มขึ้น ทำให้มวลกระดูกลดลง โดยเฉพาะผู้หญิงที่หมดประจำเดือน ในช่วง 5 ปีแรก มวลกระดูกจะลดลงอย่างรวดเร็ว | |
|
•
|
หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร เนื่องจากในขณะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ร่างกายมีการปรับตัว โดยการดูดซึมแคลเซียมที่ลำไส้เล็กเพิ่มขึ้น และดึงแคลเซียมออกจากกระดูกน้อยลง ดังนั้นปริมาณแคลเซียมที่แนะนำในกลุ่มนี้ จึงเท่ากับก่อนตั้งครรภ์ แต่เนื่องจากหญิงก่อนตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ มักจะกินแคลเซียมในปริมาณน้อยกว่าที่แนะนำ ดังนั้นในระยะตั้งครรภ์และให้นมบุตร จึงต้องกินอาหารที่มีแคลเซียมเพิ่มขึ้น ให้เพียงพอตามที่แนะนำ เพื่อการสร้างกระดูกของทารกในครรภ์ ซึ่งจะส่งผลให้มีพัฒนาการและการเจริญเติบโตที่ดี |
ปริมาณแคลเซียมที่แนะนำให้คนไทยบริโภค
|
กลุ่ม
|
กลุ่มอาย
|
ปริมาณแคลเซียม
|
| ทารก |
0-6 เดือน
7-12 เดือน |
210
270 |
| เด็ก |
1-3 ปี
4-8 ปี |
500
800 |
| วัยรุ่น |
9-18 ปี
|
1,300
|
| ผู้ใหญ่ |
19-50 ปี
>50 ปี |
1,000
1,200 |
| หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร |
<18 ปี
19-50 ปี |
1,300
1,000 |
แหล่งแคลเซียมที่สำคัญ
แคลเซียมที่ได้จากอาหาร เป็นแคลเซียมที่ดี และคุ้มค่าที่สุดในการเสริมสร้างกระดูกและฟัน เพื่อให้ได้แคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสม ฉะนั้น การสร้างนิสัยการกินอาหารที่มีแคลเซียมสูงทุกวัน ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยสูงอายุ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
สำหรับแหล่งอาหารที่ดีที่สุดของแคลเซียมนั้น ได้แก่ นม ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ ซึ่งองค์การอนามัยโลกใช้เป็นมาตรฐาน ในการประเมินคุณภาพของโปรตีนในอาหาร ทั้งนี้เพราะเมื่อร่างกายได้รับนม ร่างกายจะสามารถดูดซึมแคลเซียม ได้ดีกว่าอาหารประเภทอื่น รวมทั้งสามารถดูดซึมโปรตีน จากนมไปใช้ได้มากด้วย นอกจากนี้ ยังมี เต้าหู้ ผักใบเขียว ปลา และสัตว์น้ำอื่นๆ ที่รับประทานได้ทั้งกระดูก เช่น ปลาซิว กุ้งฝอย กะปิ ฯลฯ
ตารางต่อไปนี้ แสดงค่าปริมาณแคลเซียมในอาหาร *
|
อาหาร (ปริมาณ)
|
ปริมาณแคลเซียม (มิลลิกรัม)
|
|
|
นมไขมันเต็ม (1 กล่อง, 250 มล.)
|
290
|
|
|
นมพร่องไขมัน (1 กล่อง, 250 มล.)
|
295
|
|
|
นมขาดไขมัน (1 กล่อง, 250 มล.)
|
300
|
|
|
นมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม (1 กล่อง, 250 มล.)
|
250-300
|
|
|
โยเกิร์ตรสธรรมชาติขาดไขมัน (1 ถ้วยตวง, 2 กระปุก)
|
450
|
|
|
โยเกิร์ตรสผลไม้ (1 ถ้วยตวง, 2 กระปุก)
|
315
|
|
|
นมเปรี้ยวพร้อมดื่ม รสต่างๆ เฉลี่ย (1 กล่อง, 180 มล.)
|
106
|
|
|
ไอศกรีมทำจากนม (1/2 ถ้วยตวง)
|
85
|
|
|
ชีส (1 ออนซ์)
|
205
|
|
|
ปลาตัวเล็ก (2 ช้อนโต๊ะ)
|
226
|
|
|
ปลาข้าวสาร (1 ช้อนโต๊ะ)
|
32
|
|
|
ปลาซาร์ดีนกระป๋องรับประทานทั้งกระดูก (2 ช้อนโต๊ะ)
|
90
|
|
|
กุ้งแห้ง (1 ช้อนโต๊ะ)
|
138
|
|
|
เต้าหู้แพ็คในน้ำทำจากเกลือแคลเซียม (1/2 ถ้วยตวง)
|
435
|
|
|
เต้าหู้อ่อน (5 ช้อนโต๊ะ)
|
150
|
|
|
เต้าหู้แข็ง (2 ช้อนโต๊ะ)
|
32
|
|
|
งาดำ (1 ช้อนโต๊ะ)
|
132
|
|
|
ผักคะน้า, ผัด (1 ทัพพี)
|
71
|
|
|
ผักกาดเขียว, ต้ม (1 ทัพพี)
|
96
|
|
|
ผักกวางตุ้ง, ต้ม (1 ทัพพี)
|
60
|
|
|
ยอดแค (0.5 ขีด หรือ 50 กรัม)
|
198
|
|
|
ผักกะเฉด (0.5 ขีด หรือ 50 กรัม)
|
194
|
|
|
ใบยอ (0.5 ขีด หรือ 50 กรัม)
|
420
|
|
|
ถั่วแระต้ม (1 ขีด หรือ 100 กรัม)
|
194
|
|
|
อินทพลัม (3 ลูก)
|
80
|
|
|
เทมเป้หรือถั่วเน่า (1/2 ถ้วยตวง)
|
75
|
* ข้อมูลจาก Bowes and Church’s Food Valves of Portions Commonly Used, 16th Edition, Lippincott และตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย กระทรวงสาธารณสุข กรมอนามัย กองโภชนาการ
การเสริมสร้างแคลเซียมภายในร่างกาย
นม เป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยแคลเซียม ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ รวมทั้งร่างกายยังสามารถดูดซึมแคลเซียมจากนม ได้ดีกว่าอาหารประเภทอื่น ดังนั้นคนทุกเพศทุกวัย ควรเริ่มต้นหันมาดื่มนม เพื่อสะสมแคลเซียมเสียตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะในเด็กวัยรุ่นและคนหนุ่มสาว เพราะนอกจากจะได้รับแคลเซียม ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกายแล้ว การดื่มนมยังได้รับปริมาณโปรตีน ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม วิตามินเอ วิตามินบี2 และวิตามินบี12 ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับการเจริญเติบโตเช่นกัน โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ร่างกายเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว การได้รับสารอาหารเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่สามารถทำให้ร่างกายเจริญเติบโตได้ดี เท่ากับการได้รับพลังงาน และสารอาหารต่างๆ ในปริมาณที่สมดุล
คนบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่กำลังอยู่ในภาวะควบคุมระดับไขมันในร่างกาย อาจหลีกเลี่ยงที่จะบริโภคนม เนื่องจากเชื่อว่ามีปริมาณไขมันสูง แต่ในปัจจุบันก็มีนมหลายชนิด ให้เลือกบริโภค อาทิ นมพร่องมันเนย หรือนมขาดมันเนย ซึ่งเหมาะกับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ที่ต้องการควบคุมปริมาณไขมันในอาหาร โดยมีการศึกษาวิจัยในต่างประเทศ พบว่าคนอเมริกันอายุระหว่าง 18-70 ปี ที่บริโภคนมและผลิตภัณฑ์นม ได้แก่ นมพร่องมันเนย นมขาดมันเนย เนยแข็ง นมเปรี้ยว โยเกิร์ตและนมสด ได้รับแคลเซียมสูงถึงร้อยละ 71 ของปริมาณแคลเซียมที่ได้รับทั้งหมด หรือเทียบเป็นระดับแคลเซียมปริมาณ 1,300 มิลลิกรัมต่อวัน โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคอ้วน
สำหรับคนไทยและคนเอเชียในปัจจุบันพบว่า มีปัญหาการขาดเอนไซม์แลคโตสเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ อันเป็นสาเหตุของการดื่มนม แล้วทำให้เกิดอาการ ปวดท้อง ท้องอืดหรือท้องเสียภายหลังการดื่มนม เนื่องจากน้ำตาลแลคโตสในนมถูกย่อยได้น้อย ซึ่งสามารถแก้ไขได้ โดยการดื่มนมครั้งละน้อยๆ และไม่ควรดื่มนมในขณะที่ท้องว่าง แต่ควรดื่มหลังอาหาร เพื่อให้นมผ่านลำไส้เล็กได้ช้าลง จนกระทั่งอาการ ดังกล่าวหายไป จึงค่อยเพิ่มปริมาณนมจนได้ระดับที่แนะนำ
นอกจากนี้ ยังควรสร้างนิสัยการดื่มนมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยปรับชนิดของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ ซึ่งเกิดจากความบกพร่อง ของการย่อยน้ำตาลแลคโตสได้ ในกรณีที่ไม่สามารถดื่มนมได้ อาจรับประทานผลิตภัณฑ์นมดัดแปลง ซึ่งน้ำตาลแลคโตสบางส่วนถูกย่อยแล้ว หรือมีน้ำตาลแลคโตสในปริมาณต่ำ เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว เนยแข็ง ฯลฯ เพราะไม่ว่าเราจะรับประทานอาหารชนิดใด ก็ไม่สามารถทดแทนการได้รับ “แคลเซียม” คุณภาพชั้นเลิศจากผลิตภัณฑ์นมได้ ดังนั้นเราควรใส่ใจสุขภาพของตนเอง ด้วยการดื่มนมกัน เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีตั้งแต่วันนี้ ดังสโลแกนที่คุ้นหูว่า “วันนี้คุณดื่มนมแล้วหรือยัง”
สำหรับคนที่ไม่สามารถดื่มนม หรืออาหารที่มีแคลเซียมได้เพียงพอ หรือผู้ป่วยที่ต้องได้รับแคลเซียมปริมาณมาก อาจมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับ แคลเซียมเสริมในรูปแบบของยา
ผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม
แคลเซียมที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด มีหลายรูปแบบทั้งที่เป็นเม็ด เม็ดฟู่ละลายน้ำดื่ม หรือแคปซูล ซึ่งอยู่ในรูปของเกลือแคลเซียมแบบต่างๆ ได้แก่ แคลเซียมคาร์บอเนต (calcium carbornate) แคลเซียมกลูโคเนต (calcium gluconate) แคลเซียมซิเตรด (calcium citrate) แคลเซียมแลคเตต (calcium lactate) และแคลเซียมฟอสเฟต (calcium phosphate) เกลือของแคลเซียมแต่ละรูปแบบนั้น จะให้แคลเซียมแก่ร่างกายในปริมาณที่ไม่เท่ากัน
|
•
|
แคลเซียมคาร์บอเนตจะให้ปริมาณแร่ธาตุแคลเซียมประมาณร้อยละ 40 | |
|
•
|
แคลเซียมกลูโคเนตจะให้ปริมาณแร่ธาตุแคลเซียมประมาณร้อยละ 9 | |
|
•
|
แคลเซียมซิเตรดจะให้ปริมาณแร่ธาตุแคลเซียมประมาณร้อยละ 21 | |
|
•
|
แคลเซียมฟอสเฟตจะให้ปริมาณแร่ธาตุแคลเซียมประมาณร้อยละ 38 |
ดังนั้นการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม จึงต้องพิจารณาปริมาณเกลือแคลเซียมว่า เป็นเกลือรูปแบบใดด้วย
ท้ายนี้อยากเน้นย้ำให้ท่านผู้อ่าน หันมาบริโภคอาหารที่มีแคลเซียมสูงให้มากขึ้น เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ ได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ และหากต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม ก็ควรพิจารณารูปแบบของเกลือ และปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวันด้วย และหากมีข้อสงสัยก็ควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์
เบาหวานกับโรคแทรกซ้อน : โรคแทรกซ้อนเรี้อรัง
โรคแทรกซ้อนเรื้อรังที่เกิดจากเบาหวาน เป็นอาการที่มักจะเกิดกับคนที่เป็นเบาหวานมานานแล้ว แต่ไม่ค่อยสนใจในการดูแลตัวเองเท่าที่ควร เช่น อาจปล่อยให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ไม่ยอมออกกำลังกาย สูบบุหรี่ หรือปล่อยให้ตัวเองอ้วน เป็นต้น เรามาดูกันดีกว่าว่า โรคแทรกซ้อนเรื้อรังที่เกิดจากเบาหวานมีอะไรบ้าง
โรคแทรกซ้อนที่หลอดเลือดใหญ่
ปกติแล้วอวัยวะต่างๆในร่างกายของเรา จะได้รับสารอาหาร กลูโคส ออกซิเจน จากเลือดที่ไปเลี้ยงทั่วร่างกาย เมื่อหลอดเลือดตีบ จะทำให้เลือดไหลเวียนช้า และทำให้อวัยวะนั้นๆ เสื่อมเร็วขึ้น การตีบของหลอดเลือดใหญ่ เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากผิดปกติ โดยมากจะเกิดในผู้สูงอายุ แต่สำหรับคนที่เป็นเบาหวานอยู่แล้ว ถึงแม้จะอายุไม่มากมีความเสี่ยงเช่นกัน ซึ่งอาการหลอดเลือดใหญ่ตีบเนื่องจากเบาหวานนี้ ทำให้เกิดโรคตามมามากมาย เช่น
|
•
|
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หากผู้ป่วยเบาหวานมีอาการตีบแข็งที่หลอดเลือดหัวใจ จะทำให้รู้สึกเจ็บหน้าอก หายใจไม่สะดวก ซึ่งอาการดังกล่าวเกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดนั่นเอง หากไม่รีบรักษา อาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจวาย และเสียชีวิตได้ | |
|
•
|
โรคหลอดเลือดสมองอุดตัน เมื่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองเกิดอุดตัน จะทำให้ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงสูงมาก ต่อการเป็นอัมพฤกษ์หรือเป็นอัมพาตครึ่งซีกในอนาคต | |
|
•
|
โรคความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะหลอดเลือดใหญ่ตีบ มักจะมีความดันโลหิตที่สูงมากร่วมด้วย ซึ่งหากปล่อยไว้ อาจทำให้หลอดเลือดสมองแตก เป็นอัมพาตหรือเสียชีวิตได้ | |
|
•
|
โรคหลอดเลือดตีบที่เท้า เมื่อเบาหวานลงเท้า จะทำให้คนเป็นเบาหวานมีอาการปวดน่อง ในบางรายที่มีอาการอุดตันของหลอดเลือดขั้นรุนแรง อาจส่งผลให้ถึงเวลาเป็นแผลที่เท้าแล้วไม่รู้สึก และเกิดแผลติดเชื้อได้ง่ายอีกด้วย |
โรคแทรกซ้อนจากหลอดเลือดเล็ก
เมื่อเบาหวานลุกลามไปถึงหลอดเลือดเล็ก ก็สามารถทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายของเราได้เช่นกัน โดยทำให้เกิดโรคต่อไปนี้
|
•
|
โรคแทรกซ้อนทางตา (Retinopathy) เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงกว่าปกตินั่นเอง ทำให้เกิดความผิดปกติที่จอประสาทตา ส่งผลให้หลอดเลือดฝอยที่มาเลี้ยงเซลล์จอรับภาพอุดตัน มีเลือดออกในจอประสาทตา มีการรั่วไหลของน้ำเหลือง ทำให้ประสาทการมองเห็นเสื่อมสภาพ เมื่อปล่อยทิ้งไว้ อาจทำให้ตาบอดได้ | |
|
•
|
โรคแทรกซ้อนทางไต มักเกิดกับผู้ป่วยเบาหวานที่ มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก ซึ่งจะทำให้หลอดเลือดที่มาเลี้ยงไตตีบแข็ง และทำให้ไตกรองของเสียได้ไม่เต็มที่ และเสื่อมสภาพลงในที่สุด อาการไตเสื่อมจากเบาหวานจะไม่แสดงอาการ จนกว่าไตจะเสื่อมสภาพลงไปแล้วกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ผู้ป่วยจึงจะเริ่มมีอาการตัวบวม เนื่องจากไตไม่สามารถขับน้ำและเกลือ ออกจากร่างกายได้ทันกับน้ำและเกลือ ที่เรารับประทานเข้าไป ร่วมกับมีอาการอ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร และซึมเศร้า เป็นต้น |
โรคแทรกซ้อนที่ระบบประสาท
ระบบประสาทมีความสำคัญ ในการควบคุมระบบเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ การย่อยอาหาร การหายใจ และความรู้สึกนึกคิดของคนเรา เส้นประสาทจึงเปรียบเสมือนวงจรไฟฟ้า ที่หากมีความผิดปกติเกิดขึ้น แล้วมักจะส่งผลเสียต่อระบบต่างๆ ในร่างกายตามมา ผู้ที่เป็นเบาหวานมานานเกิน 25 ปี มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคแทรกซ้อนที่ระบบประสาท ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทำให้เกิดอันตรายตามมาดังนี้
|
•
|
เส้นประสาทส่วนปลายเสื่อม ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานปวดตามเส้นประสาทต่างๆ ทั่วร่างกาย โดยเฉพาะที่แขนและขา สูญเสียประสาทรับความรู้สึก ซึ่งอาการเหล่านี้ มักเริ่มจากปลายนิ้วเท้า และลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ ได้ และผลของอาการชาที่เป็นกับเท้านี่เอง ที่ทำให้กว่าผู้ป่วยเบาหวานจะรู้ว่าเป็นแผล ก็ต่อเมื่อเชื้อลุกลาม จนแผลมีเนื้อตาย เน่า จนอาจต้องตัดขาได้ในบางราย | |
|
•
|
ระบบทางเดินอาหารมีปัญหา ส่งผลให้หลอดอาหารทำงานผิดปกติ ทำให้เวลากลืนอาหาร รู้สึกติดขัดในคอ เกิดอาการเจ็บหน้าอก นอกจากนั้นเบาหวาน ยังทำให้กระเพาะอาหารบีบตัวน้อยลง ส่งผลให้มีอาหารค้างอยู่ในกระเพาะ เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน แน่นท้อง | |
|
•
|
อันตรายต่อระบบปัสสาวะ เมื่อเส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ ของผู้ป่วยเบาหวานเสื่อมลง จะทำให้ความรู้สึกปวดปัสสาวะหายไป ถึงจะมีปัสสาวะเต็มกระเพาะ ก็ไม่รู้สึกปวดถ่าย ทำให้มีปัสสาวะค้างในกระเพาะปัสสาวะ และเกิดอาการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะได้ง่าย |
ข้อควรระวังสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
แม้เบาหวานจะเป็นโรคที่รักษาไม่หาย แต่ผู้ป่วยเบาหวานก็ไม่ต้องตกใจไป เพราะโรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคชนิดนี้ มีวิธีป้องกันและดูแล ให้เราสามารถอยู่กับมันได้อย่างมีความสุข เพียงเพิ่มความระมัดระวังในเรื่องต่อไปนี้
|
•
|
อย่าละเลยการออกลังกายโดยเด็ดขาด เพราะการออกกำลังกาย จะช่วยให้ตับผลิตอินซูลินได้มากขึ้น เพิ่มการสูบฉีดและการไหลเวียนของเลือด ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง ลดคอเลทเทอรอลในเลือด และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ให้เป็นไปตามปกติอีกด้วย | |
|
•
|
งดเค็มและอาหารรสจัด เนื่องจากอาหารเค็มและ อาหารรสจัด เป็นตัวการสำคัญ ที่ทำให้ความดันโลหิตในร่างกายสูงขึ้นผิดปกติ และทำให้ไตทำงานหนัก ดังนั้น ทางที่ดีควรหันมารับประทานอาหารรสจืดแทน | |
|
•
|
พยายามอย่าให้ร่างกายมีบาดแผล เพราะเวลาที่ผู้ป่วยเบาหวานมีบาดแผลตามร่างกาย แผลจะหายช้ากว่าคนทั่วไป และมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายกว่าอีกด้วย เพื่อกันไว้ดีกว่าแก้ ผู้ป่วยเบาหวานควรหลีกเลี่ยงสาเหตุที่จะเกิดบาดแผล | |
|
•
|
งดครียด ความเครียดสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ความดันโลหิตของเราเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ียง ต่อโรคแทรกซ้อนที่กล่าวไปแล้วในข้างต้นได้ มากขึ้น ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงความเครียด โดยทำกิจกรรมนันทนาการต่างๆ เช่น อ่านหนังสือ ปลูกต้นไม้ หรือทำงานอดิเรกอื่นๆ |
ดื่มน้ำอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ
ดื่มน้ำอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

น้ำเปล่า เครื่องดื่มที่ขาดไม่ได้ ต่อให้มีเครื่องดื่มรสชาติโปรดปราน เป็นน้ำผลไม้หรือสมูธตี้ก็ตาม แต่ร่างกายก็ยังต้องการน้ำเปล่า ที่สะอาด บริสุทธิ์เอาไว้หล่อเลี้ยงร่างกายอยู่เสมอ
เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าน้ำ มีความสำคัญต่อชีวิตของเรา เพราะทำให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายทำงานได้อย่างปกติ นอกจากนี้ยังมีผลต่อสุขภาพผิวพรรณ ทำให้มีน้ำมีนวล เปล่งปลั่งไม่แห้งกร้าน
โดยปกติแล้ว ในทุก ๆ วัน ร่างกายจะเสียน้ำจากการขับถ่ายและการหายใจ โดยเสียน้ำจากการขับถ่ายมากถึง 1.5 ลิตร และจากการหายใจถึงเกือบ 1 ลิตร จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม เราถึงต้องดื่มน้ำให้ได้เฉลี่ยวันละ 8 แก้ว ก็เพื่อช่วยทดแทนการสูญเสียน้ำนั่นเอง
ดื่มอย่างไร ถึงจะเรียกว่าดี
วันนี้เรามีเทคนิคการดื่มน้ำที่จะช่วยให้เราสามารถดื่มน้ำได้ในปริมาณที่เหมาะสม และเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายมากฝากกัน

- ตอนเช้า 1 แก้ว (ประมาณ 400 c.c.) เป็นช่วงที่เลือดมีความเข้มข้นสูง มีลักษณะขาดน้ำ เพราะขณะหลับเรายังคงมีการสูญเสียน้ำจากการหายใจ 1 แก้วสำหรับตอนเช้าจึงจำเป็น
- ตอนสาย ๆ 2 แก้ว โดยแบ่งเป็นการดื่มหลังอาหารเช้า กับ ระหว่างช่วงเช้าถึงสาย ช่วงนี้จะเริ่มมีของเสียเกิดขึ้น เพราะร่างกายได้ทำงานไประยะหนึ่งแล้ว จึงควรดื่มน้ำเพื่อชำระของเสียเหล่านั้น
- ตอนกลางวันถึงตอนบ่าย 3 แก้ว แบ่งได้เป็นช่วงหลังอาหารกลางวัน และช่วงบ่ายอีก 2 ครั้ง เพื่อช่วยระบบการเผาผลาญของร่างกายให้มีประสิทธิภาพและช่วยกำจัดของเสียในร่างกายด้วย
- ตอนเย็น 2-3 แก้ว หากคุณไปออกกำลังกาย น้ำเป็นสิ่งจำเป็นมาก ๆ เพราะร่างกายจะสูญเสียน้ำผ่านทางเหงื่อมากเป็นพิเศษ ควรดื่มน้ำหลังอาหารเย็น และช่วงเวลาพักผ่อนหลังอาหารด้วย
- ก่อนนอน 1 แก้ว เพื่อให้น้ำได้ไหลเวียนชำระสิ่งตกค้างในลำไส้และกระเพาะอาหาร และช่วยลดภาวะการขาดน้ำขณะหลับ นอกจากนี้การดื่มน้ำอุ่นจะยิ่งช่วยให้หลับสบายยิ่งขึ้น
วิธีการดื่มน้ำให้ได้ผลดีตามที่กล่าวมานั้น จำเป็นต้องดูความเหมาะสมด้วย เพราะการดื่มน้ำมากเกินไป อาจเป็นการขับแร่ธาตุบางอย่างออกมามากเกินความจำเป็น เช่น ธาตุโซเดียม ซึ่งจะทำให้อ่อนเพลีย และอาจเป็นตะคริวได้ ดังนั้นพึงระลึกอยู่เสมอว่า อาหารที่เราทานนั้นมีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว การดื่มน้ำเป็นการช่วยเสริมไม่ให้ร่างกายต้องอยู่ในภาวะขาดน้ำเท่านั้น ดังนั้นควรดื่มแต่พอดี ไม่มากหรือน้อยเกินไป เราก็จะได้ประโยชน์และคุณค่าของการดื่มน้ำได้อย่างเติมที่
เสริมจมูกปลูกย้ายไขมัน
ก้าวไปอีกขั้นในวงการศัลยกรรมตกแต่ง และเป็นส่วนที่นิยมทำกันมากซะด้วย ก็คือ จมูก การเสริมจมูกนิยมเสริมดั้งโดยมาก เพราะคนไทยเรามีลักษณะพันธุกรรมเป็นมาอย่างนี้ แต่ความรู้สึกว่า คนสวย หล่อ หน้าตาดี ต้องดั้งสวย ได้รูป พอเหมาะกับโครงสร้างหน้า โดยการเสริมจมูกนั้น จากสมัยก่อนฉีดของเหลวเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นซิลิโคนเหลว ไขมัน ฯลฯ ซึ่งก้เกิดปัญหามากมาย ทั้งไม่ได้รูปทรงที่คงตัว เกิดปัญหาเน่าพัง จนมาเกิดซิลิโคนแข็งก้เป็นที่นิยม ปลอดภัย แต่ก็ยังมีข้อติบ้าง ที่ดูแข็งกระด้างผิดธรรมชาติ หรือแท่งซิลิโคนเล็กๆ นั้นเกิดโผล่ขึ้นมาเสมอผิวหนังจนมองเห็นร่องรอย หรือหนักกว่านั้นทะลุผิวออมาอวดโฉมความลับซะเลย
ล่าสุด ศัลยแพทย์ตกแต่งไทยได้คิดค้นการเสริมจมูกด้วยการปลูกย้ายไขมัน (Graft) ขึ้นมาป้องกันวัสดุแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย แต่เป็นไขมันส่วนหน้าท้องของเจ้าตัวนั่นเอง ที่ให้ความลงตัว ไม่ไหลย้อย เสียรูปทรงศัลยแพทย์ผู้นั้นคือ นายแพทย์ชลธิศ สินรัชดานันท์ นายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย
สำหรับความพยายามของแพทยืไทยในการคิดค้นวัสดุธรรมชาติเพื่อเสริมจมูกนั้น ที่ผ่านมามีการนำกระดูกอ่อน จากบริเวณ หรือบริเวณซี่โครงมาใช้จนเป็นที่แพร่หลาย เนื่องจากเป็นวัสดุที่หาง่าย ไม่มีผลกระทบต่อการทำ แต่กลับไม่เป็นที่นิยมมากนักในปัจจุบัน เนื่องจากมีความยุ่งยากซับช้อนมากกว่า
จึงมีการหันไปหาวัสดุยอกนิยมจนมีการนำมาใช้อย่างกว้างขวางในปัจจุบันคือ ซิลิโคนซึ่งมีหลากหลายชนิด โดยแต่ละชนิดยังให้คุณสมบัติที่แตกต่างกันไปด้วย อาทิ ซิลิโคนแบบแข็ง ต้นทุนจะต่ำ ข้อดีคือ ตัดแต่งรูปทรงได้ง่าย แต่เมื่อใช้กับร่างกายก็ส่งผลให้ทะลุได้ง่ายและมีปัญหาต่อเนื่องตามมา
ส่วนซิลิโคนแบบอ่อน มีความยืดหยุ่นสูง แต่กลับตัดแต่งรูปทรงได้ยาก ซิลิโคนที่ให้ประสิธิภาพดีที่สุดสำหรับงานศัลยกรรมคือ ซิลิโคนที่มีความแข็งปลานกลาง เพราะมีความยืดหยุ่นสูงดูเป็นธรรมชาติ และจัดแต่งรูปทรงได้ง่าย ซิลิโคนประเภทนี้จึงเป็นที่นิยมต่อการศัลยกรรม
ศัลยกรรมเพื่อบุคลิกภาพที่ดี
คุณภาพชลธิศ กล่าวว่า
“ปัจจุบันนี้ การเสริมจมูกมีทั้งหมด 3 อย่างคือ ใช้ซิลิโคน กนะดูกอ่อน และเนื้อเยื่อไขมัน ซึ่งแต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับลักษณะของจมุกคนไข้ว่ามีโครงสร้างอย่างไร (ใหญ่ เล็ก หนังมาก กระดูกใหญ่ ฯลฯ ) และดุลพินิจของแพทย์ แต่ตอนนี้การใช้เนื้อเยื่อไขมันเป็นเหมือนวิวัฒนาการใหม่ของวงการศัลยกรรมจมูก
จมูกที่มีปัญหา คือ มันเสียรูปทรงไปแล้ว ไม่ว่าจะเกิดจากหมอเถื่อน ที่ทำแล้วออกมาไท้ดี แย่ยิ่งกว่าเดิม หรือทำว่าอาจเกิดจากอุบัติเหตุ ซึ่งการใช้ซิลิโคน หรือกระดูกอ่อนเข้ามาข่วย บางทีอาจไม่ได้รูปทรกที่ต้องการ
ย้านไปเมื่อ 15 ปีที่แล้ว เราก็ได้มีการเอาเนื้อเยื่อร่างกายมาปลูกถ่ายเพื่อจะซ่อมอซมส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเราไช่ไขมันเป็นหลัก ซึ่งจริงๆ แล้วได้มีการนำไขมันมาใช้กว่า 100 ปีแล้ว โดยนำไปปลูกถ่ายในอวัยวะต่างๆทั้งในส่วนของ หู คอ จมูก เช่น ใช้ในโพรงหู โครงไซนัสหรือฉีดไปในกล่องเสียง เป็นต้น
แต่การที่เรานำมาใช่ในโพรงจมูก ซึ่งธรรมชาติของไขมันนั้น มันจะมาปลูกที่จมูกนั้นจะติดได้ยากมาก ไม่เหมือนกับการนำไปปลุกถ่ายที่คาง แก้ม และไวนัสหรือที่อื่นๆ ซึ่งส่วนเหล่านี้ไขมันจะติดง่าย”
วงการแพทย์พยายามนำไขมันมาปลูกถ่ายรักษาจมูก
“ปัญหาการทำไขมันมาศัลยกรรมจมูกนี้ได้มีความพยายามแก้ไขเรื่อยมา เช่นทางคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เริ่มให้การรักษาที่ได้รับอุบัติเหตุ กลุ่มคนไข้ที่จมูกบูดเบี้ยวมาตั้งแต่เกิด หรือกลุ่มที่ไปรับการผ่าตัดจมูกมาแล้วเกิดอาการผิดปกติ เช่น กระดูกทรุดไม่สามารถใช้ซิลิโคนช่วยได้แล้ว ลางคนก็ไม่ทำจมูกกับหมอเถื่อนมา แล้วกลายเป็นเนื้องอก เน่า อักเสบ เราก็ต้องตัดเนื้องอกออกก่อน อต่พอเอาเนื้องอกออก จมูกก็จะเสียรูปทรง ก็ต้องเอาไขมันไม่ซ่อมหรือบางคนไปใส่ซิลิโคนแท่งมา แล้วซิลิโคนทะลุ พอเลาซิลิโคนออกมาก็ต้องเอาไขมันเข้าไปเสริมแทนส่วนที่ว่างไปเช่นกัน
เราเคยช่วยคนข้มาพอสมควรประมาณ 80-90% ของคนไข้ก็จะพอใจกับจมูกที่ทำให้ใหม่ แต่ก็มีบางรายที่ไขมันละลายซึมไปกับร่างกายเกือบหมด ก็ต้องกลับมาทำครั้งที่ 2 วิธี ซึ่งการทำโดยวิธีนี้ในระยะแรกๆ นั้น เราก็ต้องค้นหาวิธีจะทำให้ไขมันติดกับจมูกได้ดีที่สุด ซึ่งในปัจจุบันก็ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ถึงแม้บางรายจะมีการละลายไปมาก แต่ก็ยังเหลืออยู่อย่างน้อยก็ 20-30% ซึ่งก็ถือว่าเป็นที่ทำให้ช่วยแก้ปัญหาสำหรับคนไข้ที่มีปัญหาสำหรับคนไข้ที่มีปัญหาเรื่องจมูกได้มากขึ้นจริงๆ และผลก็ออกมาได้ดี
การใช้ไขมันเป็นการรักษา ซึ่งเหมือนกับการปลูกถ่ายอวัยวะต่างๆ ในร่างกายเช่นการตัดผิวหนังส่วนหนึ่ง มาปะให้อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งการใช้ไขมันก็มีมานานมากแล้ว ปต่การนำมาใช้กับจมูกนั้นมันจะติดยาก ไม่เหมือนกับเราเอาข้าวไปหว่านในที่แล้ง ทำให้ปลูกติดยากมาก ตรงนี้ก็เป็นปัญหาที่เราแก้ไขปรับปรุงวิธีการ เพื่อทำให้สามารถปลุกติดได้มาขึ้นเรื่อยๆ
ขั้นตอนการเสนริมจมูกด้วยไขมัน
“การทำนั้นซึ่งต้องมีการคัดไขมัน เลือกไขมันด้วย ซึ่งพอเราเอาไขมันออกมาแล้วก็ต้องเอาส่วนที่เป็นน้ำทิ้ง ให้เหลือแต่เนื้อเยื่อที่เป็นไขมันจริงๆ ซึ่งจะมีมากที่พุงของคนเรา แต่ว่าเราใช้นิดเดียวประมาณนิ้วก้อยหรือ 5 cc
เราเริ่มต้นจากการรักษาคนไข้ที่มีปัญหาเรื่องของจมุกเสียทรง ทั้งจากอุบัติเหตุ การผ่าตัดเนื้องอก ไซนัส หรืออื่นๆ กระทั้งเอามาใช้ในคนปกติ เพื่อเป็นการเสริมความมั่นใจให้คนที่มีปัญหาในเรื่องของสันจมูก ก็คือ “ศัลกรรมเพื่อบุคลิกภาพ”
ปัญหาในเรื่องจมูกบี้ เป็นเรื่องของปมด้อยซึ่งการใช้ไขมันจะสามารถช้วยเสริมความั่นใจมากขึ้น แต่การปลูกไขมันนั้น ก็ขึ้นอยู่กับไขมันด้วย และสภาพของผิวหนังด้วย ถ้าหนังมันตึงกับเราใหส่เสื้อ ถ้าใส่เสื้อรัดๆ ก็จะเหมลือพื้ที่สำหรับปลุกไขมันได้น้อย แต่ถ้าเรามีหนังมทากเราก็จะปลูกขัมนเข้าไปได้มากขี้น”
เสริมจมูกปลูกย้ายไขมัน
“การเสริมจมูกด้วยการปลูกย้ายขัมน เป็นนวัตกรรมเสริมความงามล่าสุดที่ได้คิดค้นและพัฒนาขึ้น แก้ปัญหาที่เกิดจากการทำศัลยกรรมจมูกด้วยซิลิโคน ที่พบบ่อยที่สุดคือกรณีซิลิโคนทพทะลุออกมาผิวหนังออกมา ซึ่งสร้างความเจ็บปวดและทรมานให้กับผุ้ป่วยจำนวนมากในร่างกายมนุษย์เรานี่แหละ โดยนำมาจากการเจาะไขมันบริเวณสพดือและมีลักษณะเหมือนเอ็นข้อไก่มาใช้เสริมจมูก
เมื่อทำการย้ายไขมัน (Graft) มาปลุกใหม่บริเวณจมูก เลือดบริเวณจมูกก็จะทำการหล่อเลี้ยงไขมันจนเหลือเป็นส่วนหนึ่งของจมูก ซึ่งกรรมวิธีดังกล่าวไปยุ่งยากใช้เวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น เนื่องจาการผ่าตัดตั้งทำอย่างรวดเร็วและรอบคอบที่สุด เพื่อลดอาหารบอบซ้ำของร่างกาย
การศัลกรรมด้วยวิธีนี้ไม่มีผลกระทบและผลข้างเคียงใดๆ เนื่องจาไขมันไม่ไช่สารแปลกปลอมหรือวัสดุสังเคราะหืจึงไม่เป็นอันตรายใดๆ ต่อร่างกาย นอกจากนี้ยังเป็นไขมันของคนนั้นเองด้วย และไขมันส่วนนี้ทำให้รูปทรงของจมูกสวยงามดูเป็นธรรมชาติ และมีความยืดหยุ่นสูงอีกด้วย
การเอาไขมันมันออกมา หมอจะจะเจาะรูที่หน้าท้อง (เล้กๆ เท่านั้น) และหยิบไขมันออกมาเป็นก้อน หลังจากนั้นก็จะต้องตัดไขมันที่จะเอามาปลูก ซึ่งตรงนี้ถือว่าต้องใช้ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของแพทย์และความเชียวชาญของแพทย์ ซึ่งใช้เวลาในการเอาไขมันออกมาประมาณ 5 นาทีเท่านั้น เสร็จแล้วก็เย็บปากแผลนิดเดียว ประมาณ 5 – 7 วันแผลก็หายสนิท
เรื่องของรูปของทรงจมูกที่ทำนั้น หมอก็มีหน้าที่จัดรูปทรงเหมือนกับเราปั้นตีกตาหมอมีหน้าที้ตรียมช่องสำหรับใส่นุ่นเข้าไป หมอต้องเจาะรูที่ด้านในก่อน ซึ่งเป็นแค่ร฿เล้กๆ จากนั้นก็จะเอาไขมันส่วนที่คัดแล้วมาปลุกเข้าไป หลังจากนั้นก้เย็ยปิกปากแผลแระมาณ 2 เข็ม โดยปริมาณของไขมันที่จะปลูกเข้าไปนั้นขึ้นอยู่กับสภาพของหนังจมูกว่าสามารถยึดได้มากน้อยแค่ไหน
การดูแลรักษาต้องใช้เวลาอย่างน้อยๆ 3 เดือน โดยอาทิตยืแรกต้องระวังมากหน่อย หลังจากนั้นก็ต้องคอยดูว่าไขมันจะติดได้มากน้อยแค่ไหนก็จะมีปัจจัยอยู่ เช่น วิธีการคัดไขมันที่เอามาปลูก วิธีการใส่ การดูแลรักษา และขึ้นอยู่กับเนื้อเยื้อของไขมัน”
ผลวัยรุ่นติดน้อยกว่าที่คาด
“ผลเฉลี่ยของเนื้อเยื่อไขมันจะติดอยู่ที่ประมาณ 50% ที่ต้องบอกว่าเฉลี่ยก้เพราะแล้วแต่ละคนจริงๆ บางคนอาจติดง่ายบางคนก็ติดยาก ซึ่งในวัยอายุปรมาณ 40 – 50 ปี จะปลูกตดกว่า 70% ซึ่งเหตุผลกำลังอยู่ในการวิจัยหาคำตอบต่อไป
ส่วนในเรื่องของราคาในการทำนั้นขึ้นอยู่กับว่าเราไปทำที่ไหนมากกว่า ซึ่งมีทั้งโรงพยาบาลรัฐ และเอกชน และการใช้ซิลิโคนแท่งก็ยังถือว่าปลอดภัยอยู่ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความพอใจ และดุลยพินิจของแพทย์ ซึ่งต้องดูจมูกของคนไข้ว่าจะเหมาะกับการเสริมแบบไหน ซึ่งบางคนอาจจะต้องใช้ทั้ง 2 ชนิดเลยก็มี
การแก้ปัญหาเบื้องต้น เมื่อ มือถือ ตกน้ำ จะทำอย่างไรดี เมื่อ มือถือตกน้ำ ?
การแก้ปัญหาเบื้องต้น เมื่อ มือถือ ตกน้ำ จะทำอย่างไรดี เมื่อ มือถือตกน้ำ ?
|
น้ำคือสิ่งที่เป็นศัตรูตัวฉกาจสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด โทรศัพท์มือถือ ก็เช่นกัน หากต้องเผชิญกับน้ำเมื่อไหร่ แม้เพียงจำนวนอันน้อยนิด ก็อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายได้มากอย่างคาดไม่ถึง 1. พยายามตั้งสติให้ดี อย่าตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะคงไม่เป็นผลดีนัก
7. เมื่อสังเกตุว่า มือถือ และอุปกรณ์ต่างๆ แห้งพอสมควรแล้ว ก็ให้นำ มือถือ และอุปกรณ์ต่างๆ ไปวางทิ้งไว้ในถังข้าวสาร หรือในถุงพลาสติกที่มีซิลิก้าเจลบรรจุไว้ ทั้งนี้เพื่อช่วยดูดความชื้นที่อาจจะยังหลงเหลืออยู่ในส่วนของอุปกรณ์ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ โดยอาจทิ้งไว้เป็นระยะเวลาประมาณ 2-3 วัน เพื่อให้แน่ใจว่าความชื้นได้หายไปหมดแล้วจริงๆ
แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว แม้จะมีการดูแลดีและรวดเร็วแค่ไหน หลังจากที่ มือถือ สัมผัสกับน้ำ ผู้ใช้ก็มักจะพบกับปัญหาที่ตามมาอยู่เสมอ อาจจะน้อยหรือมาก ไปอาจโชคร้ายจนถึงขั้นเสียถาวร ซึ่งก็คงจะต้องทำใจกันเอาไว้ล่วงหน้าด้วยว่าคุณอาจจะไม่โชคดีก็ได้ ดังนั้นจึงควรระวังไม่ให้ มือถือ ตกน้ำ หรือสัมผัสกับน้ำ เสียตั้งแต่แรกก็จะดีที่สุด |



