วิธีกำจัดขนหน้าแข้ง

ผิวสวย

 

วิธีกำจัดขนหน้าแข้ง 

สาวคนไหนที่ประสบปัญหากับขนหน้าแข้งทั้งดกดำ ยาวและหยิก ที่ดูไม่ค่อยงามนัก วันนีเรามีวิธีการกำจัดขนหน้าแข้งมาบอก…

เริ่มจาก วิธีธรรมชาติ คือ การถอน วิธีนี้จะเหมาะกับคนที่มีขนหน้าแข้งไม่เยอะ แถมยังต้องใช้ความอดทนสูง เพราะจะเจ็บมากแต่ได้ผลดี และกว่าขนจะขึ้นมาใหม่ก็ใช้เวลานานทีเดียว

ต่อที่ วิธีการขจัดขนด้วยครีม ให้เลือกยี่ห้อที่ไว้ใจได้ อย่าไปลองของที่ไม่มีคุณภาพ เพราะอาจจะทำให้ขาเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง

ส่วน วิธีการย้อมสี ให้เลือกสีที่เหมาะสมกับสีผิว อย่างสีผิวเอเชียก็ใช้สีน้ำตาล หรือสีน้ำตาลอ่อน

สุดท้าย วิธีโกน วิธีนี้รวดเร็วแต่ต้องทำบ่อย ๆ เพราะถ้าทิ้งไว้นานขนจะขึ้นมาเป็นตอแข็ง ๆ

ถูกใจวิธีไหน ลองนำไปใช้กันดูได้

10 เรื่องที่ต้องเปลี่ยนเมื่อลมหนาวมาเยือน

เคล็ดลับผิวสวย

10 เรื่องที่ต้องเปลี่ยนเมื่อลมหนาวมาเยือน

เมื่อลมเย็นเริ่มพัดโชย ความชื้นในอากาศก็เริ่มลดลงตามไปด้วย นั่นหมายถึงกิจวัตร การดูแลผิวที่ต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวบางอย่างที่เคยใช้ได้ผลมาตลอด อาจแรงเกินไปสำหรับผิวในช่วงนี้ ลากรให้ความชุ่มชื้นแบบเดิมๆ อาจไม่เพียงพอเสียแล้ว และนี่คือ 10 เรื่อง ที่คุณต้องปรับเปลี่ยนความเคยชิน และทำให้ดีกรีความผุดผ่องของผิวไม่ลดลง

1. อย่างละเลยริมฝีปากอีกต่อไป

ที่แรกซึ่งมักจะรู้สึกถึงลมหนาวก่อนอื่นใดก็คือริมฝีปาก เนื่องจากริมฝีปากไม่มีต่อมไขมัน อีกทั้งโครงสร้างผิวที่ค่อนข้างบาง และมีหลอดเลือดอยู่ชิดกับผิวหนังชั้นบน ริมฝีปากจึงเกิดอาการแห้งและแตกได้ง่าย วิธีดีที่สุดในการเยียวยาริมฝีปากก็คือ การขัดลอกเซลล์ผิวที่แห้งแตกเป็นประจำ และทาลิปบาล์มที่ไม่มีส่วนผสมอันระคายเคือง อย่างเช่น เปปเปอร์มินต์หรือเมนทอล สำหรับคนที่ริมฝีปากแห้งอย่างมาก ลองหาลิปบาล์มที่มีส่วนผสมของโคคัวบัตเตอร์หรืออัลมอนด์ออยล์คนที่ต้องการการปกป้องน้อยหน่อยลองเลือกแบบที่ผสมเชียบัตเตอร์

2. อย่าอาบน้ำอุ่นนานเกินไป

การอาบน้ำอุ่นสบายอาจฟังดูเย้ายวนใจในหน้าหนาว แต่มันจะพรากเอาความชุ่มชื้นตามธรรมชาติไปจากผิว ฉะนั้น อย่าอาบน้ำนานนัก และอย่าให้อุณหภูมิของน้ำสูงเกินไป จากนั้น ซับผิวพอหมาด ๆ แล้วรีบทาครีมหรือออยล์ตอนที่ผิวยังชื้น ๆ อยู่ เพื่อตรึงความชุ่มชื้นเอาไว้ในผิว หลีกเลี่ยงการหยดน้ำมันลงในน้ำอาบ เพราะน้ำมันส่วนใหญ่มักจะไหลลงไปในท่อมากกว่าอยู่บนผิว อีกทั้งมันยังทำให้อ่างอาบน้ำลื่นและเป็นอันตรายได้และยังมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าน้ำมันอาจทำให้สารทำความสะอาดเกาะติดอยู่กับผิวเป็นเหตุให้เกิดการระคายเคืองและความแห้ง

3. อย่าลืมขัดผิวอย่างน้อยสัปดาห์ละสองครั้ง

คุณอาจไม่อยากให้ผิวแห้งแตกเป็นขุยและหลุดร่อนออกมา แต่การขัดลอกเซลล์ผิวเป็นอีกเรื่องหนึ่งมันเป็นเรื่องของการผลัดผิว และแทนที่ด้วย เซลล์ผิวใหม่ที่เรียบเนียนกว่าและปกป้องผิวได้ดีกว่า และเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องความแห้ง การผลัดเปลี่ยนเซลล์เป็นหน้าที่สำคัญอันดับต้น ๆ ของผิวที่สุขภาพดี แต่เนื่องจากความเสียหายจากแสงแดด จากความแห้งในอากาศ ทำให้ผิวต้องการความช่วยเหลือในการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวอย่างมีประสิทธิภาพคุณควรขัดลอกเซลล์ผิวอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง โดยใช้สครับที่มีเม็ดขัดอันอ่อนโยน นอกจากจะช่วยเผยเซลล์ผิวใหม่ที่แข็งแรงกว่าแล้ว ยังทำให้ผิวสามารถดูดซับความชุ่มชื้นได้มากขึ้นด้วย

4. อย่าทำความสะอาดผิวรุนแรงเกินไป

สำหรับผิวกาย คุณควรใช้สบู่ที่ปราศจากน้ำหอมและอ่อนโยนต่อผิวที่สุด และควรหลีกเลี่ยงการใช้สบู่ยาฆ่าเชื้อโรค ซึ่งจะขจัดน้ำมันออกจากผิวของคุณ ส่วนผิวหน้าเปลี่ยนมาใช้เคลนเซอร์แบบอ่อน ๆ อย่าใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวชนิดใดก็ตามที่ทำให้ผิวรู้สึกแห้งและตึง

5. ดูแลมือและเท้าให้มากขึ้น

มือและเท้าเป็นอีกส่วนของร่างกายที่แสดงให้เห็นถึงผลกระทบของความหนาวเย็นชัดเจนที่สุด ถ้ามือของคุณต้องสัมผัสกับน้ำบ่อยๆ ทาครีมทุกครั้งหลังจากโดนน้ำ แต่ถ้าผิวยังคงแห้งอยู่ ลองทาครีมและห่อมือด้วยถุงมือพลาสติกทิ้งไว้สักครู่ คุณจะตกใจกับผลที่แตกต่างอย่างชัดเจนสำหรับเท้า ปรนนิบัติมันสัปดาห์ละสามครั้ง ด้วยการแช่เท้าในอ่างน้ำอุ่นผสมเกลือทะเลและน้ำมันสองสามหยด หลังจากนั้น ให้ทาครีมหรือน้ำมันที่ให้ความชุ่มชื้นเป็นพิเศษ เช่น เชียบัตเตอร์หรืออัลมอนด์ออยล์

6. ปรับเปลี่ยนการใช้ผลิตภัณฑ์สักหน่อย

ผิวของคุณต้องปรับตัวอย่างมาก ในการรับมือกับอากาศที่เย็นและแห้ง คุณควรลดการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ขัดลอกเซลล์ผิว อย่างเช่น AHA ลงบ้าง เนื่องจากมันอาจทำให้ผิวแห้งมากขึ้น และทำให้ผิวระคายเคืองได้ นอกจากนี้ ยังควรหลีกเลี่ยงพวกแอสตริงเจนต์ที่มักจะทำให้ผิวแห้งลงไปอีกด้วย ถ้าคุณมีปัญหาเรื่องสิว คุณอาจจะยังคงใช้ยาทา เพื่อการรักษาได้ แต่ควรปรับเล็กน้อย เช่น ถ้าใช้เรติน-เอ อาจขอให้หมอเปลี่ยนจากแบบเจลเป็นสูตรครีมที่ชุ่มชื้นชื้นและระวังการใช้ AHA ให้มากขึ้น เนื่องจากมันอาจทำให้ผิวแห้งและระคายเคืองมากขึ้นได้

7. เพิ่มอาหารผิวให้มากขึ้น

การต่อสู้ที่ดีที่สุดมาจากภายในการกินวิตามินรวมที่มีไบโอฟลาโวนอยด์ ไบโอติน วิตามินเอ ซี ดี อี ทองแดง สังกะสี และแมงกานีส ช่วยให้ผิวคงความมีสุขภาพดี แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ อาหารที่อุดมไปด้วย กรดไขมันจำเป็น ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างเซลล์ผิวให้มีสุขภาพดีด้วยการเพิ่ม Epithelial Cells ซึ่งจะผลัดตัวโดยไม่ทำให้เกิดอาการอักเสบ กรดไขมันจำเป็น เช่น โอเมก้า -3 และโอเมก้า -6 พบมากในถั่ว เมล็ดพืช และยังมีมากในน้ำมันหลายชนิด เช่น น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน อีฟนิ่งพริมโรส เป็นต้น ลองเพิ่มน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสในอาหาร 1,300 มก. ต่อวัน เพื่อให้แน่ใจว่าผิวไม่ขาดกรดไขมันจำเป็น

8. เติมความชุ่มชื้นอย่าได้ขาด

เพื่อเติมและตรึงความชุ่มชื้นไว้ในผิวให้ได้มากที่สุด คุณอาจต้องเปลี่ยนมาใช้มอยสเจอไรเซอร์แบบเข้มข้นขึ้น มอยสเจอไรเซอร์แบบที่มีส่วนผสมของน้ำมัน จะมีประสิทธิภาพในการปกป้องการสูญเสียความชุ่มชื้นมากกว่า หรืออาจเลือกครีมที่มีสารให้ความชุ่มชื้น อย่างเช่น ยูเรียแล็กเทต (Urea Lactate) แล้วทามอยสเจอไรเซอร์ เพื่อตรึงความชุ่มชื้นไว้อีกที ก็จะช่วยปกป้องผิวจากความแห้งกร้านได้ดีขึ้น นอกจากนี้ การใช้มาส์กให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ก็ช่วยได้อย่างมากอีกด้วย แต่ในกรณีที่คุณผิวมัน อากาศที่แห้งและเย็นไม่ได้หมายความว่าคุณต้องชโลมผิวด้วยมอยสเจอไรเซอร์ในทันที แต่ควรรอสัก 15 นาทีหลังล้างหน้า ถ้าหน้ายังแห้งตึงอยู่ ค่อยทามอยสเจอไรเซอร์ในบริเวณที่แห้งตึง ไม่เช่นนั้น คุณอาจเสี่ยงกับการทำให้ผิวมันเยิ้มมากขึ้น

9. ดื่มน้ำให้มาก ๆ

การดื่มน้ำช่วยให้ผิวรักษาความชุ่มชื้นตามธรรมชาติเอาไว้ได้โดยอัตโนมัติ ช่วยให้เซลล์ชุ่มชื้น และช่วยนำสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์ผิว ตามหลักการอายุรเวทน้ำที่ดื่มควรจะมีอุณหภูมิเดียวกับห้องหรืออุ่นเล็กน้อย นอกจากนี้ ยังควรหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และกาเฟอีนที่ทำให้ร่างกายและผิวขาดน้ำ

10.ปกป้องแสงแดดเสมอ

แสงแดดไม่ว่าจะเจิดจ้าหรือหมุ่นมัว ก็ยังมีรังสีที่ทำร้ายผิวได้อยู่ดี และผิวเสียจากแดดจะอุ้มความชื้นไว้ได้น้อยลง หน้าหนาวจึงไม่ได้หมายความถึงการงดใช้ครีมกันแดด แต่คุณอาจใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดผิวกายมากขึ้น ซึ่งทำให้สามารถงดเว้นการทาครีมกันแดดที่ผิวกายได้ แต่ยังต้องทาครีมกันแดดที่มี SPF15 เป็นอย่างน้อยบนผิวหน้าเสมอ

ดูแลผิวด้วยธรรมชาติ

เริ่มวันใหม่ด้วยการอาบน้ำอุ่น แต่ก่อนที่จะก้าวออกจากฝักบัว เปิดน้ำเย็นราดตัวสัก 15 วินาที แล้วเปลี่ยนเป็นน้ำอุ่นอีกครั้ง และเปลี่ยนเป็นน้ำเย็น สลับไปมาราว 2 นาที นี่คือหลักการง่าย ๆ ของวารีบำบัดที่ช่วยทำให้กระปรี้กระเปร่าขึ้น ด้วยการกระตุ้นการไหล่เวียนโลหิตทั่วร่างกาย ฉะนั้น ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ค่อยสนุกกับกระบวนการนี้นัก แต่คิดว่ามันดีกับคุณแค่ไหนเอาไว้ก็แล้วกัน

ดื่มน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาว นี่เป็นตำรับของจีนซึ่งช่วยให้ร่างกายมีพลังวังชา มันจะดีท็อกซ์ระบบของคุณ รวมทั้งตับและกระเพาะปัสสาวะ หมายความว่าร่างกายคุณจะสามารถทำความสะอาดเลือดได้เร็วกว่า และกำจัดสารพิษที่ทำให้ผิวเสียได้ดีขึ้น

นอนให้พอ เงินไม่อาจซื้อประโยชน์ของการนอนหลับสนิทยามค่ำคืนได้ ระดับออกซิเจนของคุณจะลดลงเมื่อคุณนอนไม่พอ หมายความว่าการเติบโตของเซลล์ผิวใหม่จะช้าลง ทำให้ความร่วงโรยเข้ามาเยือนผิวเร็วขึ้น ลองนอนให้ได้ 7-8 ชั่วโมงเพื่อที่จะได้ประโยชน์สูงสุดแก่ผิว

กลเม็ดผิวสวยใสไร้สิวและริ้วรอยจาก 8 คุณหมอผิวหนัง

เคล็ดลับผิวสวย

เคล็ดลับผิวสวย ใสไร้สิว และริ้วรอยจาก 8 คุณหมอผิวหนัง

หลากวิธีจาก 8 คุณหมอผิวหนังชื่อดังกับการเป็นเจ้าของผิวพรรณที่สวยใสไร้สิวและริ้วรอย คำว่า “มีรูปเป็นทรัพย์” ยังเป็นวลีเด็ดที่สาว ๆ หลายคนถือเป็นเป้าหมายหลักของชีวิต และการจะไปให้ถึงฝั่งฝันโดยมีรูปเป็นทรัพย์ที่สมบูรณ์แบบนั้น การมีผิวพรรณที่สวยใส่ไร้สิวและริ้วรอยก็ถือเป็นปัจจัยหลักอย่างแรกๆ มาดูกันซิว่าหลากกลเม็ดเด็ด ๆ จาก 8 คุณหมอผิวหนังชื่อดังจะทำให้ผู้หญิงเราถึงที่สุดแห่งความฝันได้หรือไม่

1. แพทย์หญิงปิยวดี จิตะสมบัติ อยากมีผิวสวยต้องใส่ใจ

ในทำเนียบของหมอผิวหนังชื่อดังเชื่อแน่ว่าคงมีชื่อของ แพทย์หญิงปิยวดี จิตะสมบัติแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณแห่ง Sincere Beauty Clinic ปรากฏมาในอันดับต้น ๆ ลองไปฟังกันซิว่าคุณหมอหน้าใสท่านนี้มีวิธีดูแลผิวมาแนะนำอย่างไร

สวยไร้สิว “สิวมีสองแบบ คือในสาวที่มีอายุมากและในสาวรุ่น ถ้าสิวของสาวรุ่นก็ต้องแก้ด้วยการทำความสะอาดผิวหน้า แต่ไม่ควรล้างหน้าบ่อยเกินไป เพราะยิ่งล้างบ่อยก็ยิ่งหน้ามันเนื่องจากเกิดการระคายเคือง นอกจากนั้น ก็พยายามอย่าใช้รองพื้นหรือเครื่องสำอางมาก สำหรับสิวในสาวที่มีอายุมากสาเหตุก็จะเกิดจากระดับฮอร์โมนไม่สม่ำเสมอ ซึ่งสิวประเภทนี้จะรักษายากกว่าประเภทแรก วิธีการรักษาที่ดีที่สุดก็คือรักษาด้วยเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ นอกจากนั้น ก็อาจจะต้องใช้เลเซอร์ช่วยด้วย หรือในรายที่อาการหนักมาก ๆ ก็ต้อกินยาคุมกำเนิดช่วยเพื่อปรับระดับฮอร์โมนค่ะ”

ผิวไร้รอย “ริ้วรอยส่วนใหญ่เกิดกับสาว ๆ ที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป เนื่องจากคอลลาเจนใต้ผิวจะลดน้อยลงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ทุก ๆ ปี แต่จะเริ่มเห็นขัดก็ตอนอายุ 30 ไปแล้ว เมื่อถึงตอนนั้นการรักษาก็จะยากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นแสงแดด มลภาวะ และการพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็เป็นสาเหตุแห่งริ้วรอยได้ หมอขอแนะนำให้ป้องกันตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยเฉพาะแสงแดด และต้องพยายามใส่ใจสังเกตว่าเมื่อไหร่ที่ผิวเริ่มเสื่อมสภาพก็ต้องรีบไปปรึกษาแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรักษาต่อไป เพราะยิ่งรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ ผลการรักษาก็จะยิ่งดี”

ผิวพรรณสวยใส “อย่างแรกที่ต้องคำนึงถึงคือเรื่องการป้องกันแสงแดด เพราะแดดคือตัวแปรสำคัญที่ทำให้ผิวไม่สวยใส นอกจากนั้น แสงแดดยังเป็นที่มาของจุดด่างดำ ฝ้า และกระบนใบหน้าด้วย หมอเชื่อว่าเพียงแค่ระวังเรื่องแสงแดดผิวก็สามารถขาวใสขึ้นมาได้แล้ว”

2. แพทย์หญิงสวัชวัลน์ สุทธิ์ฤทธิ์ หน้าสวยใส ต้องมีขั้นตอน

การจะมีผิวพรรณที่สวยใสไร้สิว ไร้ริ้วรอย และไร้ความหมองคล้ำนั้นมีวิธีการอย่างไร และจะต้องประพฤติตัวอย่างไร มาฟังคำแนะนำจาก แพทย์หญิงสวัชวัลน์ สุทธิ์ฤทธิ์ แห่งแพนคลินิกกันดีกว่า

สวยไร้สิว “สิวมักเป็นกันในช่วงวัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ ฉะนั้น การดูแลผิวให้สวยไร้สิวควรให้ความสำคัญกับการปรนเปรอผิวตามขั้นตอนคือ เลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่กระตุ้นให้เกิดสิวเวลาที่ทาครีมหรือล้างหน้าควรทาอย่างเบามือที่สุดหรือถ้าเริ่มรู้สึกว่ามีปัญหาเรื่องสิวขึ้นมาก็ให้มาขอคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะจะได้ทราบถึงปัญหาที่แท้จริงและได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที”

ผิวไร้ริ้วรอย “ริ้วรอยที่เกิดจากผิวพรรณเสื่อมสภาพนั้น ส่วนใหญ่จะเกิดกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป สาเหตุหลักๆ ก็จะมาจากการทำงานน้อยลงของอิลาสตินและคอลลาเจนในชั้นผิวหนังแท้ นอกจากนั้น ก็จะมาจากการสัมผัสแสงแดดโดยไม่มีการป้องกันอย่างถูกวิธี ดังนั้น วิธีการดูแลเพื่อป้องกันไม่ให้ผิวเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควรก็คือการปกป้องผิวให้ห่างไกลจากแสงแดดรวมถึงการไม่เพิ่มปัจจัยเสี่ยงด้านต่างๆ เช่น การสูบบุหรี่ การพักผ่อนไม่เพียงพอ การดื่มน้ำน้อยเกินไป และขาดการออกกำลังกาย ฯลฯ”

ผิวพรรณสวยใส “สาเหตุหลักๆ ก็คือการสัมผัสแสงแดดโดยที่ไม่ได้ป้องกัน เพราะแสงแดดเป็นตัวกระตุ้นให้ชั้นผิวหนังสร้างเม็ดสีมากกว่าปกติ สำหรับการป้องกันผิวหมองคล้ำที่ดีที่สุดก็คืองดการสัมผัสแสงแดด แต่คงเป็นไปได้ยาก ดังนั้น ครีมกันแดดจึงเป็นเพื่อนที่คุณสาวๆ ห้ามมองข้ามเด็ดขาด”

3. แพทย์หญิงพรหมพักตร์ คณาสวัสดิ์ ป้องกันดี ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง

ตามทัศนะของแพทย์หญิงพรหมพักตร์ คณาสวัสดิ์ แห่ง “Puntip Skin Sliming & Laser Clinic” ได้เสนอแนะแนวทางสู่การเป็นเจ้าของใบหน้าที่สวยใสไร้สิวและริ้วรอยว่า

สวยไร้สิว “ต้นตอของสิวก็คือเรื่องฮอร์โมน การรักษาที่ได้ผลดีที่สุดก็คือวิธีกระตุ้นต่อมฮอร์โมนไม่ให้ผลิตไขมันมากเกินความจำเป็น ซึ่งวิธีนี้ต้องดำเนินการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น สำหรับแนวทางปฏิบัติตัวเองก็คือการมีวินัยในการรักษาความสะอาดของใบหน้า และการใช้เวชสำอางที่เป็นผลิตภัณฑ์ควบคุมความมันควบคู่ไปด้วย เพียงเท่านี้ก็น่าจะเอาอยู่แล้วล่ะค่ะสำหรับปัญหาสิวกับสาว ๆ”

ผิวไร้ริ้วรอย “ปัญหาริ้วรอยส่วนใหญ่เกิดในวัยที่พ้นวัยรุ่นไปแล้ว ที่เห็นชัดก็ตั้งแต่อายุ 35 ปีขึ้นไป สาเหตุก็เกิดจากผิวชั้นบนขาดน้ำ แสงแดด รวมถึงการแสดงอารมณ์ที่ใบหน้า การป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับปัญหาข้อนี้ก็คือการป้องกันแสงแดดและงดการแสดงอารมณ์โดยการย่นผิวหนังบริเวณใบหน้า ส่วนการรักษาริ้วรอยที่ได้ผลจริง ๆ 100 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่มีวิธีการไหนที่มีสรรพคุณมากมายขนาดนั้น ข้อนี้หมอยืนยัน ซึ่งวิธีต่าง ๆ ในปัจจุบันนี้เป็นเพียงการชะลอไม่ให้เกิดริ้วรอยเพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง”

ผิวพรรณสวยใส “ผิวพรรณที่หมองคล้ำเกิดขึ้นได้ จากหลายสาเหตุ หลัก ๆ ก็คือจากแสงแดด เจ้าประจำ นอกจากนั้น ยังมีความเครียด อารมณ์ ฮอร์โมน ฯลฯ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย วิธีการที่หมออยากแนะนำก็คือการป้องกันแสงแดด และการรักษาระดับของอารมณ์ไม่ให้เครียดไปตามสถานการณ์ที่รายรอบ ขอย้ำนะคะว่าทุก ๆ ปัญหาควรเน้นไปที่การป้องกันมากว่าการรักษา”

4. แพทย์หญิงฐานิสร ธรรมลิขิตกุล แก้ไขทุกปัญหาผิวพรรณ ด้วยการผลัดผิว

โดยธรรมชาติผิวคนเราจะผลัดเซลล์ผิวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากไม่มีกระบวนการนี้ผิวก็จะทับถมเพิ่มขึ้น ๆ อันเป็นที่มาของปัญหาผิวพรรณนานาประการ ซึ่งแพทย์หญิงฐานิสร ธรรมลิขิตกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง แห่งรมย์รวินท์คลินิกแนะนำว่าการผลัดเซลล์ผิวใหม่ถือเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาปัญหาผิวพรรณเกือบทุกอย่างที่น่าสนใจวิธีหนึ่ง

สวยไร้สิว “กระบวนการผลัดเซลล์ผิวนี้จะดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพในช่วงที่เรายังอายุน้อย ผิวของเด็กและวัยรุ่นจึงเนียนนุ่มและดูสดใส แต่เมื่อเรามีอายุมากขึ้นกระบวนการดังกล่าวจะช้าลง ผิวของคนมีอายุจึงดูหม่นหมองและไม่สดใส การผลัดเซลล์ผิวจึงมีความสำคัญในการช่วยขจัดเซลล์ผิวชั้นบนที่ตายแล้วให้หลุดลอกไป ทำให้การสะสมของเซลล์ที่ตายแล้วมีน้อยลง ช่วยให้ผิวแลดูอ่อนกว่าวัย และแก้ไขจุดบกพร่องหรือปัญหาผิวต่าง ๆ โดยเฉพาะความมันของผิวหน้าซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดสิว”

ผิวไร้ริ้วรอย “สำหรับคนที่เริ่มมีริ้วรอย การผลัดผิวจะช่วยให้ริ้วรอยลดน้อยลงได้ด้วย เนื่องจากเมื่อเซลล์ผิวเก่าถูกผลัดออกไปผิวใหม่ก็จะค่อยๆ สร้างตัวขึ้นมา เนื้อเยื่อคอลลาเจนของผิวใหม่จะยังคงความสมบูรณ์ แข็งแรงแน่นกระชับ การผลัดเซลล์ผิวอย่างสม่ำเสมอจึงช่วยลดเลือนริ้วรอยเหี่ยวย่นแบบตื้น ๆ ได้ดี แต่อย่างไรก็ตามการผลัดเซลล์ผิวไม่ได้ทำให้รอยเหี่ยวย่นที่เป็นริ้วรอยลึกและเห็นชัดเจนหายไปได้ เพราะริ้วรอยลึก ๆ จะเกิดอยู่ในชั้นหนังแท้ ซึ่งต้องแก้ไขด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์หรือการฉีดโบท็อกซ์”

ผิวพรรณสวยใส “การผลัดเซลล์ผิวช่วยให้สารบำรุงที่อยู่ในครีมบำรุงต่างๆ โดยเฉพาะครีมที่ทำให้ผิวขาวใสสามารถซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น เพราะถ้าไม่ได้ผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ออกไปบ้าง ไม่ว่าจะชโลมหรือทาครีมเยอะแค่ไหน สารบำรุงเหล่านั้นก็จะยังคงค้างอยู่บนชั้นผิวที่ตายแล้ว ไม่ซึมลึกลงไปใต้ผิว อันเป็นที่มาขอผิวพรรณหมองคล้ำ”

5. แพทย์หญิงอัจฉราพร ถนอมภูวนาถ รู้ปัญหาแก้ที่เหตุ ผิวพรรณก็สวยใสได้

ทุกปัญหาบนใบหน้าหากทราบถึงสาเหตุว่าประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ก็จะทราบวิธีการดูแลและรักษาว่าควรทำอย่างไร ใจความหลักของการดูแลผิวพรรณจาก แพทย์หญิงอัจฉราพร ถนอมภูวนาถ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญหาผิวพรรณแห่งโรงพยาบาลผิวหนังอโศก

สวยไร้สิว “ปัญหาเรื่องสิวส่วนใหญ่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ที่ส่งผลให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้นจนเกิดสิวในที่สุด ส่วนปัจจัยภายนอกนั้นก็จะเป็นเรื่องของเครื่องสำอาง ในเรื่องของปัจจัยภายนอกอยากจะให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผิว และควรเลือกชนิดที่ไม่มีสารก่อให้เกิดสิวด้วย สำหรับวิธีการรักษาที่น่าจะได้ผลเร็วที่สุดก็คือการใช้เลเซอร์ แต่อาจจะต้องหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีแดดจัดมาก ๆ ในช่วงเวลากลางวันค่ะ”

ผิวไร้ริ้วรอย “ปัญหารอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าไม่สามารถป้องกันได้ เพราะผิวจะต้องเสื่อตามอายุแต่เราก็สามารถที่จะชะลอให้เกิดขึ้นช้าที่สุดได้ ซึ่งปัจจัยภายนอกที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องของแดดเราควรจะใช้ครีมกันแดดให้เหมาะกับสภาพผิว ใช้ครีมบำรุง อาจจะไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องราคาควรให้ความสำคัญกับส่วนผสมเป็นหลัก ในส่วนของการรักษานั้น การใช้เลเซอร์กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้คอลลาเจนของเราน้อยลงไปถือเป็นทางเลือกของการรักษาที่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจที่สุดค่ะ”

ผิวพรรณสวยใส “หลักการง่ายๆ คล้ายๆ กันเลยก็คือการป้องกันแสงแดด เพราะแสงแดดจะเป็นตัวกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสี ต้องทาครีมกันแดดและหลีกเสี่ยงแสงแดดด้วยในเวลาเดียวกัน เพราะบางคนทาแล้วไปตากแดดก็อาจไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร และปัจจุบันการทำผิวหน้าให้กระจ่างใสนั้น จะมีการรับประทานยาเพื่อปรับสภาพสีผิว รวมไปถึงการฉีดยาปรับสภาพสีผิว ซึ่งข้อนี้บ้านเรายังไม่อนุญาตให้มีการปฏิบัตินะคะ ซึ่งหมอก็ไม่ขอแนะนำ”

6. น.ท.พญ.อรวรรณ กิจเชวงกุล ผิวพรรณที่สวยใส จะมาคู่กับสาว ๆ ที่มีวินัยเท่านั้น

การมินัยและความใส่ใจอย่างสม่ำเสมอถือเป็นกลเม็ดอย่างแรกๆ ที่นาวาโทแพทย์หญิงอรวรรณ กิจเชวงกุล ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์ผิวหนังกรุงเทพ ฝากคำแนะนำถึงสาวๆ ที่ต้องการมีใบหน้าที่สวยใสไร้สิวและริ้วรอย

สวยไร้สิว “การรักษาสิวถ้าเป็นไม่มากก็อาจจะใช้ยาทา แต่ถ้ามีการอักเสบขึ้นมาก็อาจจะต้องกินยาร่วมด้วย นอกจากนี้ในปัจจุบันก็มีเครื่องมือที่ช่วยให้สิวหายได้เร็วขึ้น อย่างเช่นกลุ่มเลเซอร์รักษาสิว ซึ่งก็คือมีพลังงานที่เข้าไปฆ่าเชื้อสิวใต้ผิวหนัง หรือเครื่องเลเซอร์ที่ช่วยชะลอต่อมไขมันได้ผิวหนังให้ทำงานน้อยลง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหมออยากฝากว่า วิธีรักษาสิวให้ได้ผลสำคัญที่สุดคือคนไข้ต้องมีวินัย ในการทายากินยา และที่สำคัญที่สุดก็คือมีวินัยในการรักษาความสะอาดผิวพรรณค่ะ”

ผิวไร้ริ้วรอย “การป้องกันที่ควรคำนึงมากที่สุดก็คือหลีกเลี่ยงสาเหตุซ้ำเติมที่ทำให้ริ้วรอยมาได้เร็ว เช่น แสงแดดที่ทำร้ายคอลลาเจนใต้ผิวให้เสื่อมสภาพเร็วกว่ากำหนด และมีปัจจัยกระตุ้นที่ไม่ควรมองข้าม เช่น การสูบบุหรี่ คือการใช้ชีวิตที่หักโหมมากเกินไป การขาดการออกกำลังกาย ความเครียด ฯลฯ ดังนั้น หากไม่ต้องการให้ริ้วรอยมาปรากฏที่ใบหน้าก่อนวัยก็ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นดังที่หมอกล่าวมาแล้วเมื่อครู่นะคะ”

ผิวพรรณผ่องใส “หากต้องการเป็นเจ้าของใบหน้าที่สวยใส่ไร้ความหมองคล้ำก็ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดหรือถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ควรป้องกันด้วยครีมกันแดด ซึ่งหมดแนะนำว่าครีมกันแดดที่มีค่า SPF ที่เหมาะสมกับผิวพรรณของคนไทยมากที่สุดควรจะอยู่ระหว่าง 25-35 น้อยกว่านี้ก็ไม่ดี หรือถ้ามากกว่านี้ก็อาจจะเกินความจำเป็น ซึ่งการทาครีมกันแดดให้ใต้ผลควรทาก่อนออกแสงแดดประมาณ 25 นาทีค่ะ เรื่องการทาครีมกันแดดก็ถือเป็นวินัยในการดูแลผิวพรรณ ท่องเอาไว้ให้ขึ้นใจนะคะว่าอยากมีผิวพรรณสวยต้องมีวินัย”

7. แพทย์หญิงพักตร์พีไล ทวีสิน ผิวสวยใสครบสูตร ด้วยเทคโนโลยี และธรรมชาติ

ใบหน้าที่สวยนวดเนียนและแต่งตึงเชื่อว่าคงเป็นความฝันอันสูงสุดของผู้หญิงทุกวัย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในปัจจุบันนี้จะมีผลิตภัณฑ์ปรนนิบัติผิวออกมาให้เลือกใช้มากมาย ไปดูกันซิว่าการใช้ธรรมชาติเพื่อปรนเปรอผิวตามคำแนะนำของ แพทย์หญิงพักตร์พิไล ทวีสิน แห่งเอสเมดิคัล สปา จะมีความน่าสนใจมากแค่ไหน

สวยไร้สิว “การที่จะมีใบหน้าที่สวยไร้สิวหมอว่าสำคัญที่สุดก็คือขั้นตอนการทำความสะอาดผิวหน้า ซึ่งต้องทำความสะอาดไม่มากหรือน้อยจนเกินไปขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล และที่สำคัญติดตามมาก็คือควรเลือกผลิตภัณฑ์ในการทำความสะอาดและดูแลด้วยผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ เพราะจะมีอาการแพ้หรือระคายเคืองน้อยกว่าสารเคมีสังเคราะห์”

ผิวไร้ริ้วรอย “หมอขอแนะนำด้วยวิธีโฟโต เธอราพี หรือการบำบัดด้วยแสงสีแดงอินฟราเรด ซึ่งจะช่วยให้เส้นเลือดขยายตัว กระตุ้นความแข็งแรงให้คอลลาเจนและอิลาสตินในขั้นผิวหนัง และยังช่วยผลักตัวยาบางอย่างทั้งวิตามินซี คอลลาเจน และไลโปโซมลงไปได้ด้วย หลังจากนั้นก็เติมด้วยการพอกหน้าด้วยสมุนไพรที่จะช่วยให้เซลล์ผิวหนังมีความชุ่มชื้นและเรียบเนียน”

ผิวพรรณสวยใส “ที่หมออยากแนะนำคือการใช้กรดผลไม้ (AHA) หรือเอนไซม์บางอย่างเข้าช่วยให้เซลล์หนังกำพร้าผลัดเซลล์ออกไปตามกำหนด ซึ่งสารสกัดจากธรรมชาติ เหล่านี้จะไม่ทำให้ผิวหน้าบางลง นอกจากนี้ การใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างไอออนโตและโฟโน รวมถึงคลื่นเสียงอัลตร้าซาวนต์ช่วยผลักตัวยาสำหรับหน้าขาวใสก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่เป็นที่ยอมรับในทางการแพทย์ นอกจากนั้น ในปัจจุบันยังมีอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผิวขาวใสได้ ซึ่งช่วยให้ตัวยาออกฤทธิ์ในชั้นผิวหนังได้ดีกว่า เรียก Needieless Meso Therapy หรือการรักษาแบบเมโส ซึ่งเหมือนกับการทำเฟเชียลทรีตเมนต์ โดยทั่วไปค่ะ”

8. ผศ.พญ.สุวิรากร โอกาสวงศ์ อยากสวยใสไร้สิว ต้องดูแลแต่เนิ่น ๆ

หน้าสวยใสไร้สิวและริ้วรอยใช่แต่จะเป็นของขวัญพิเศษสุดสำหรับสาววัยหวาน เพราะตามความเห็นของ ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสงศ์ แห่ง Slam Dirmatlk’s และประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยแล้วสาววัยไหนก็มีหน้าสวยใสได้ ขอเพียงแต่ดูแลตัวเองดี ๆ ตั้งแต่เนิ่น ๆ

สวยไร้สิว “หมออยากแนะนำว่าการดูแลผิวไม่ให้เป็นสิวควรเริ่มต้นตั้งวัยรุ่น อายุประมาณ 11-12 ปี ส่วนใหญ่มักจะปล่อยให้เวลาล่วงเลย พอมีสิวค่อยมาดูแล อย่างนั้นมันจะสายเกินแก้ อย่างไรก็ดี สำหรับวัยรุ่นที่เป็นสิวไม่มาก หมอแนะนำให้ดูแลตัวเองด้วยการใช้น้ำเปล่าล้างหน้าในตอนเช้า ส่วนตอนเย็นให้ใช้สบู่ล้างหน้า และใช้ครีมแต้มสิวที่หาซื้อได้ตามร้านขายยา แต่ถ้าเป็นสิวอักเสบเยอะ ๆ ควรมาให้หมอเช็กดูดีกว่าปล่อยทิ้งไว้ พออักเสบมากขึ้นหน้าจะเริ่มเป็นหลุมเป็นบ่อ รักษายากเข้าไปอีกค่ะ ฉะนั้น ในวัยนี้เราควรเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดให้เหมาะกับผิวและอย่าล้างหน้าบ่อยเกินไป ล้างแค่เช้า-เย็นก็พอ”

ผิวไร้ริ้วรอย “ครั้นขึ้นเลข 3 ริ้วรอยเริ่มมามากขึ้น ทั้งจากวัย แสงแดด และการแสดงสีหน้า ฉะนั้น คนวัยนี้ควรหาครีมแอนตี้เอจจิ้งมาใช้ และที่สำคัญควรใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ และพอย่างเข้าเลข 4 ริ้วรอยจะมาหมดเลยทั้งหางตา ร่องแก้ม และมุมปาก ฯลฯ ฉะนั้น ควรหาผลิตภัณฑ์จำพวกเวชสำอางมาใช้ รวมทั้งหมั่นดูแลตัวเองให้สวยจากภายในด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง ๆ

ผิวพรรณสวยใส “ไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหน ถ้าอยากให้ผิวหน้าสวยใสไร้สิวและริ้วรอย ก็ต้องยืดหลัก 6 อ.คืออาหาร อากาศ อารมณ์ ออกกำลังกาย อุจจาระ และอบายมุข คืองดสูบบุหรี่และดื่มเหล้า พร้อมกับเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้ถูกกับผิว และหมั่นทาครีมกันแดด แค่นี้รับรองไม่ว่าจะสาววัยไหนก็ยังสวยไม่สร่างได้แน่ ๆ”

ท้องไส้ปั่นป่วนเรื้อรัง สัญญาณเตือนภัยมะเร็ง

หากคุณมีอาการท้อง อืด ท้องเฟ้อ ท้องผูกสลับกับท้องเสีย จำนวนครั้งในการขับถ่ายอุจจาระแปรปรวน ลักษณะของอุจจาระเปลี่ยนแปลงไป โดยมีเลือดปน สีคล้ำ และมีมูกปน รวมทั้งรู้สึกปวดเกร็งช่วงท้องน้อย อ่อนเพลีย น้ำหนักลด และโลหิตจาง แม้ว่าเบื้องต้นก็ได้ทานยารักษาอาการแล้วแต่ยังไม่หาย โดยเฉพาะในคนที่อายุย่าง 50 ปี ให้ตั้งข้อสงสัยไว้เลยว่า อาจมีปัญหาที่ระบบของลำไส้ หรืออาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งก็ได้

        มะเร็งลำไส้ เกิดจากเซลล์ในเยื่อบุลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงเติบโตผิดปกติ เกิดติ่งเนื้อขนาดเล็ก จนนานวันเข้าติ่งเนื้อนั้นก็จะเปลี่ยนสภาพเป็นเซลล์มะเร็ง และปัจจุบันมะเร็งชนิดนี้เป็นสาเหตุให้คนไทยเสียชีวิตในอันดับ 4 โดยโรคนี้สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด หากไม่ผ่าตัด ยังมีวิธีรักษาโดยรังสี และเคมีบำบัด จะเป็นวิธีเดียวหรือหลายวิธีร่วมกันขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคในผู้ป่วยแต่ละคน

  ถ้าใครไม่อยากป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ก็ควรหันมาใส่ใจกับการทานอาหารให้มากขึ้นนะคะ โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร เน้นผักและผลไม้ ในการตรวจร่างกายทุก ๆ ปี ให้ตรวจหาเลือดตกค้างในอุจจาระ ส่วนการส่องกล้องเช็คลำไส้ใหญ่ควรตรวจทุก ๆ 5 ปี โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปค่ะ..

แคลเซียมแร่ธาตุที่ถูกลืม

หากกล่าวถึง แคลเซียม ทุกคน คงมิอาจปฏิเสธว่า นี่คือสารอาหารชั้นเลิศ ในการเสริมสร้างกระดูกและฟัน และยังเปรียบประดุจหัวใจของระบบ การทำงานต่างๆ ภายในร่างกาย ทว่าปัจจุบันกลับมีสถิติของผู้ป่วยด้วยโรค ที่เกิดจากการขาดแคลเซียมเพิ่มมากขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นโรคกระดูกพรุน กระดูกกร่อน ฟันผุ ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะมาทำความรู้จักแร่ธาตุ ตัวนี้ เพื่อป้องกันมิให้ร่างกาย ต้องขาดมันไป

ความสำคัญของแคลเซียม

กลไกการทำงานของร่างกายมนุษย์ ล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพาแคลเซียมเป็นสำคัญ นอกจากเป็นองค์ประกอบหลักของกระดูกและฟันแล้ว แคลเซียมยังมีบทบาทเกี่ยวข้องกับ การทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายของคนเราหลายต่อหลายระบบ เช่น ระบบประสาทที่ต้องอาศัยแคลเซียม เป็นแร่ธาตุจำเป็นในการนำกระแสประสาท ของเซลล์ในระบบประสาท กระบวนการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อ ระบบหัวใจที่ต้องทำงานตลอดเวลาเช่นกัน นอกจากนี้แคลเซียมยังเป็นปัจจัยสำคัญ ในกระบวนการแข็งตัวของเลือด อีกทั้งเป็นตัวนำสารอาหารที่สำคัญผ่านเข้าออกเซลล์ และที่สำคัญที่สุดแคลเซียม ยังเป็นองค์ประกอบหลักของกระดูก รวมทั้งยังทำหน้าที่เป็นสารป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนด้วย

แคลเซียมเข้าสู่ร่างกายอย่างไร

สำหรับการทำงานของแคลเซียม จะเริ่มจากเมื่อร่างกายได้รับแคลเซียมจากอาหาร ก็จะถูกกรดในกระเพาะ ทำให้แคลเซียมแตกตัวได้ดีขึ้น และถูกดูดซึมได้ง่ายขึ้นจากบริเวณลำไส้ส่วนต้น ซึ่งปกติแล้วร่างกายจะดูดซึมแคลเซียมได้ ประมาณร้อยละ 20-40 หลังจากนั้นแคลเซียมจะเข้าสู่เลือด ผ่านไปตามระบบไหลเวียนโลหิตแล้ว ไปสู่อวัยวะต่างๆ ส่วนใหญ่จะเข้าสู่กระดูก นอกนั้นเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ที่เหลือจะถูกขับออกทางปัสสาวะ

โดยปกติแม้กระดูกจะไม่ยืดตัวให้เห็น แต่จะมีแคลเซียมผ่านเข้า-ออกจากกระดูก ถึงวันละประมาณ 700 มิลลิกรัม ซึ่งแม้ว่าเกลือแร่ที่ติดอยู่ในกระดูก ดูเหมือนจะติดอยู่อย่างถาวร แต่อันที่จริงแล้ว แคลเซียมที่อยู่ในกระดูก จะถูกดึงออกพร้อมกับขบวนการละลายกระดูก (resorption) และเสริมเข้าไปพร้อมกับการสร้างกระดูกใหม่ (formation) อยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ขึ้นกับภาวะโภชนาการ ปริมาณแคลเซียม

ความสมดุลของฮอร์โมนและวัย

โดยทั่วไปร่างกายจะพยายามอย่างเต็มที่ ในการที่จะรักษาระดับแคลเซียมในเลือดให้ปกติเสมอ เพื่อให้อวัยวะต่างๆ ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างปกติ ซึ่งเปรียบเสมือนว่าระดับแคลเซียมที่ปกติ ก็คือ จำนวนเงินที่ติดกระเป๋าอยู่สำหรับใช้จ่ายในแต่ละวัน โดยแคลเซียมส่วนที่ถูกขับออกทางปัสสาวะ และแคลเซียมที่ใช้เพื่อการซ่อมแซมกระดูก เปรียบเสมือนค่าใช้จ่ายประจำวัน แคลเซียมในกระดูกเสมือนเงินฝากในธนาคาร แคลเซียมรับจากอาหารเสมือนรายได้ประจำวัน ถ้ารายรับมากกว่ารายจ่ายเงินออมก็มากขึ้น เงินออมนี้ก็เปรียบเสมือนเป็นการสะสมแคลเซียมในกระดูก ถ้ารายได้น้อยกว่ารายจ่าย ก็ต้องถอนจากธนาคาร เพื่อนำไปใช้จ่ายก็จะทำให้เสียสมดุล ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้อยู่เป็นประจำเงินออม ก็จะร่อยหรอลงไป นั่นก็เปรียบได้กับการที่ร่างกายได้รับแคลเซียม ไม่พอเพียงต่อความพยายามรักษาระดับแคลเซียมให้ปกติ จึงต้องมีการละลายแคลเซียมจากกระดูก มาเพิ่มให้กับเลือด ทำให้แคลเซียมในกระดูกค่อยๆ ลดลงๆ ท้ายที่สุดระดับแคลเซียมปกต ิหรือเงินที่ติดกระเป๋าอยู่ก็ลดลงจนไม่พอใช้นั่นเอง ซึ่งจากการศึกษาพบว่า การสะสมแคลเซียมของร่างกายมนุษย์นั้น เริ่มตั้งแต่ยังเป็นทารกในครรภ์มารดา โดยในแต่ละวัยร่างกายสามารถสะสมปริมาณแคลเซียม ในระดับที่แตกต่างกันดังนี้

เด็กแรกเกิด-9 ขวบ มีความสามารถในการสะสมแคลเซียมได้ 100 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวต่อวัน
เด็กอายุ 10 ขวบ มีความสามารถในการสะสมแคลเซียมได้ 100-150 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวต่อวัน
ช่วงวัยรุ่น มีความสามารถในการสะสมแคลเซียมได้ 200-400 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวต่อวัน
ชายและหญิงอายุ 18 ปี มีความสามารถในการสะสมแคลเซียมได้ 50-100 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวต่อวัน
ผู้ใหญ่อายุ 30 ปี มีความสามารถในการสะสมแคลเซียมได้ 0 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวต่อวัน ซึ่งหมายความว่าหลังจากอายุ 30 ปี ไปแล้ว ร่างกายจะไม่สะสมแคลเซียมอีกต่อไป ึจึงต้องมีการเติมแคลเซียมให้ร่างกาย เพื่อรักษาระดับแคลเซียมในกระดูก

ความต้องการของแคลเซียม

ปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายต้องการ จะเปลี่ยนแปลงตามวัยและสภาวะต่างๆ ของร่างกาย

ทารก เด็ก และวัยรุ่น เป็นช่วงที่มีการสร้างกระดูกมากที่สุด ทำให้มวลกระดูกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น จึงเป็นช่วงสำคัญในการสะสมมวลกระดูก สำหรับการเจริญเติบโต และเพิ่มมวลกระดูก ให้มีปริมาณสูงสุด
วัยหนุ่มสาว ในช่วงอายุ 19-30 ปี ยังมีการสะสมมวลกระดูกอีกเล็กน้อย จึงจะถึงปริมาณสูงสุด
วัยผู้ใหญ่และวัยสูงอายุ เป็นช่วงที่มีการดึงแคลเซียม ออกจากกระดูกเพิ่มขึ้น ทำให้มวลกระดูกลดลง โดยเฉพาะผู้หญิงที่หมดประจำเดือน ในช่วง 5 ปีแรก มวลกระดูกจะลดลงอย่างรวดเร็ว
หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร เนื่องจากในขณะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ร่างกายมีการปรับตัว โดยการดูดซึมแคลเซียมที่ลำไส้เล็กเพิ่มขึ้น และดึงแคลเซียมออกจากกระดูกน้อยลง ดังนั้นปริมาณแคลเซียมที่แนะนำในกลุ่มนี้ จึงเท่ากับก่อนตั้งครรภ์ แต่เนื่องจากหญิงก่อนตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ มักจะกินแคลเซียมในปริมาณน้อยกว่าที่แนะนำ ดังนั้นในระยะตั้งครรภ์และให้นมบุตร จึงต้องกินอาหารที่มีแคลเซียมเพิ่มขึ้น ให้เพียงพอตามที่แนะนำ เพื่อการสร้างกระดูกของทารกในครรภ์ ซึ่งจะส่งผลให้มีพัฒนาการและการเจริญเติบโตที่ดี

ปริมาณแคลเซียมที่แนะนำให้คนไทยบริโภค

กลุ่ม
กลุ่มอาย
ปริมาณแคลเซียม
ทารก
0-6    เดือน
7-12  เดือน
210
270
เด็ก
1-3   ปี
4-8  ปี
500
800
วัยรุ่น
9-18  ปี
1,300
ผู้ใหญ่
19-50  ปี
>50   ปี
1,000
1,200
หญิงตั้งครรภ์
หญิงให้นมบุตร
<18   ปี
19-50  ปี
1,300
1,000

แหล่งแคลเซียมที่สำคัญ

แคลเซียมที่ได้จากอาหาร เป็นแคลเซียมที่ดี และคุ้มค่าที่สุดในการเสริมสร้างกระดูกและฟัน เพื่อให้ได้แคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสม ฉะนั้น การสร้างนิสัยการกินอาหารที่มีแคลเซียมสูงทุกวัน ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยสูงอายุ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

สำหรับแหล่งอาหารที่ดีที่สุดของแคลเซียมนั้น ได้แก่ นม ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ ซึ่งองค์การอนามัยโลกใช้เป็นมาตรฐาน ในการประเมินคุณภาพของโปรตีนในอาหาร ทั้งนี้เพราะเมื่อร่างกายได้รับนม ร่างกายจะสามารถดูดซึมแคลเซียม ได้ดีกว่าอาหารประเภทอื่น รวมทั้งสามารถดูดซึมโปรตีน จากนมไปใช้ได้มากด้วย นอกจากนี้ ยังมี เต้าหู้ ผักใบเขียว ปลา และสัตว์น้ำอื่นๆ ที่รับประทานได้ทั้งกระดูก เช่น ปลาซิว กุ้งฝอย กะปิ ฯลฯ

ตารางต่อไปนี้ แสดงค่าปริมาณแคลเซียมในอาหาร * 

อาหาร (ปริมาณ)
ปริมาณแคลเซียม (มิลลิกรัม)
นมไขมันเต็ม (1 กล่อง, 250 มล.)
290
นมพร่องไขมัน (1 กล่อง, 250 มล.)
295
นมขาดไขมัน (1 กล่อง, 250 มล.)
300
นมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม (1 กล่อง, 250 มล.)
250-300
โยเกิร์ตรสธรรมชาติขาดไขมัน (1 ถ้วยตวง, 2 กระปุก)
450
โยเกิร์ตรสผลไม้ (1 ถ้วยตวง, 2 กระปุก)
315
นมเปรี้ยวพร้อมดื่ม รสต่างๆ เฉลี่ย (1 กล่อง, 180 มล.)
 106
ไอศกรีมทำจากนม (1/2 ถ้วยตวง)
  85
ชีส (1 ออนซ์)
205
ปลาตัวเล็ก (2 ช้อนโต๊ะ)
226
ปลาข้าวสาร (1 ช้อนโต๊ะ)
 32
ปลาซาร์ดีนกระป๋องรับประทานทั้งกระดูก (2 ช้อนโต๊ะ)
90
กุ้งแห้ง (1 ช้อนโต๊ะ)
138
เต้าหู้แพ็คในน้ำทำจากเกลือแคลเซียม (1/2 ถ้วยตวง)
  435
เต้าหู้อ่อน (5 ช้อนโต๊ะ)
150
เต้าหู้แข็ง (2 ช้อนโต๊ะ)
32
งาดำ (1 ช้อนโต๊ะ)
132
ผักคะน้า, ผัด (1 ทัพพี)
71
ผักกาดเขียว, ต้ม (1 ทัพพี)
96
ผักกวางตุ้ง, ต้ม (1 ทัพพี)
 60
ยอดแค (0.5 ขีด หรือ 50 กรัม)
 198
ผักกะเฉด (0.5 ขีด หรือ 50 กรัม)
194
ใบยอ (0.5 ขีด หรือ 50 กรัม)
 420
ถั่วแระต้ม (1 ขีด หรือ 100 กรัม)
194
อินทพลัม (3 ลูก)
  80
เทมเป้หรือถั่วเน่า (1/2 ถ้วยตวง)
75

* ข้อมูลจาก Bowes and Church’s Food Valves of Portions Commonly Used, 16th Edition, Lippincott และตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย กระทรวงสาธารณสุข กรมอนามัย กองโภชนาการ

การเสริมสร้างแคลเซียมภายในร่างกาย 

นม เป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยแคลเซียม ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ รวมทั้งร่างกายยังสามารถดูดซึมแคลเซียมจากนม ได้ดีกว่าอาหารประเภทอื่น ดังนั้นคนทุกเพศทุกวัย ควรเริ่มต้นหันมาดื่มนม เพื่อสะสมแคลเซียมเสียตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะในเด็กวัยรุ่นและคนหนุ่มสาว เพราะนอกจากจะได้รับแคลเซียม ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกายแล้ว การดื่มนมยังได้รับปริมาณโปรตีน ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม วิตามินเอ วิตามินบี2 และวิตามินบี12 ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับการเจริญเติบโตเช่นกัน โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ร่างกายเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว การได้รับสารอาหารเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่สามารถทำให้ร่างกายเจริญเติบโตได้ดี เท่ากับการได้รับพลังงาน และสารอาหารต่างๆ ในปริมาณที่สมดุล

คนบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่กำลังอยู่ในภาวะควบคุมระดับไขมันในร่างกาย อาจหลีกเลี่ยงที่จะบริโภคนม เนื่องจากเชื่อว่ามีปริมาณไขมันสูง แต่ในปัจจุบันก็มีนมหลายชนิด ให้เลือกบริโภค อาทิ นมพร่องมันเนย หรือนมขาดมันเนย ซึ่งเหมาะกับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ที่ต้องการควบคุมปริมาณไขมันในอาหาร โดยมีการศึกษาวิจัยในต่างประเทศ พบว่าคนอเมริกันอายุระหว่าง 18-70 ปี ที่บริโภคนมและผลิตภัณฑ์นม ได้แก่ นมพร่องมันเนย นมขาดมันเนย เนยแข็ง นมเปรี้ยว โยเกิร์ตและนมสด ได้รับแคลเซียมสูงถึงร้อยละ 71 ของปริมาณแคลเซียมที่ได้รับทั้งหมด หรือเทียบเป็นระดับแคลเซียมปริมาณ 1,300 มิลลิกรัมต่อวัน โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคอ้วน

สำหรับคนไทยและคนเอเชียในปัจจุบันพบว่า มีปัญหาการขาดเอนไซม์แลคโตสเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ อันเป็นสาเหตุของการดื่มนม แล้วทำให้เกิดอาการ ปวดท้อง ท้องอืดหรือท้องเสียภายหลังการดื่มนม เนื่องจากน้ำตาลแลคโตสในนมถูกย่อยได้น้อย ซึ่งสามารถแก้ไขได้ โดยการดื่มนมครั้งละน้อยๆ และไม่ควรดื่มนมในขณะที่ท้องว่าง แต่ควรดื่มหลังอาหาร เพื่อให้นมผ่านลำไส้เล็กได้ช้าลง จนกระทั่งอาการ ดังกล่าวหายไป จึงค่อยเพิ่มปริมาณนมจนได้ระดับที่แนะนำ

นอกจากนี้ ยังควรสร้างนิสัยการดื่มนมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยปรับชนิดของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ ซึ่งเกิดจากความบกพร่อง ของการย่อยน้ำตาลแลคโตสได้ ในกรณีที่ไม่สามารถดื่มนมได้ อาจรับประทานผลิตภัณฑ์นมดัดแปลง ซึ่งน้ำตาลแลคโตสบางส่วนถูกย่อยแล้ว หรือมีน้ำตาลแลคโตสในปริมาณต่ำ เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว เนยแข็ง ฯลฯ เพราะไม่ว่าเราจะรับประทานอาหารชนิดใด ก็ไม่สามารถทดแทนการได้รับ “แคลเซียม” คุณภาพชั้นเลิศจากผลิตภัณฑ์นมได้ ดังนั้นเราควรใส่ใจสุขภาพของตนเอง ด้วยการดื่มนมกัน เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีตั้งแต่วันนี้ ดังสโลแกนที่คุ้นหูว่า “วันนี้คุณดื่มนมแล้วหรือยัง”

สำหรับคนที่ไม่สามารถดื่มนม หรืออาหารที่มีแคลเซียมได้เพียงพอ หรือผู้ป่วยที่ต้องได้รับแคลเซียมปริมาณมาก อาจมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับ แคลเซียมเสริมในรูปแบบของยา

ผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม

แคลเซียมที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด มีหลายรูปแบบทั้งที่เป็นเม็ด เม็ดฟู่ละลายน้ำดื่ม หรือแคปซูล ซึ่งอยู่ในรูปของเกลือแคลเซียมแบบต่างๆ ได้แก่ แคลเซียมคาร์บอเนต (calcium carbornate) แคลเซียมกลูโคเนต (calcium gluconate) แคลเซียมซิเตรด (calcium citrate) แคลเซียมแลคเตต (calcium lactate) และแคลเซียมฟอสเฟต (calcium phosphate) เกลือของแคลเซียมแต่ละรูปแบบนั้น จะให้แคลเซียมแก่ร่างกายในปริมาณที่ไม่เท่ากัน

แคลเซียมคาร์บอเนตจะให้ปริมาณแร่ธาตุแคลเซียมประมาณร้อยละ 40
แคลเซียมกลูโคเนตจะให้ปริมาณแร่ธาตุแคลเซียมประมาณร้อยละ 9
แคลเซียมซิเตรดจะให้ปริมาณแร่ธาตุแคลเซียมประมาณร้อยละ 21
แคลเซียมฟอสเฟตจะให้ปริมาณแร่ธาตุแคลเซียมประมาณร้อยละ 38

ดังนั้นการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม จึงต้องพิจารณาปริมาณเกลือแคลเซียมว่า เป็นเกลือรูปแบบใดด้วย

ท้ายนี้อยากเน้นย้ำให้ท่านผู้อ่าน หันมาบริโภคอาหารที่มีแคลเซียมสูงให้มากขึ้น เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ ได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ และหากต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม ก็ควรพิจารณารูปแบบของเกลือ และปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวันด้วย และหากมีข้อสงสัยก็ควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์

เบาหวานกับโรคแทรกซ้อน : โรคแทรกซ้อนเรี้อรัง

โรคแทรกซ้อนเรื้อรังที่เกิดจากเบาหวาน เป็นอาการที่มักจะเกิดกับคนที่เป็นเบาหวานมานานแล้ว แต่ไม่ค่อยสนใจในการดูแลตัวเองเท่าที่ควร เช่น อาจปล่อยให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ไม่ยอมออกกำลังกาย สูบบุหรี่ หรือปล่อยให้ตัวเองอ้วน เป็นต้น เรามาดูกันดีกว่าว่า โรคแทรกซ้อนเรื้อรังที่เกิดจากเบาหวานมีอะไรบ้าง

โรคแทรกซ้อนที่หลอดเลือดใหญ่

ปกติแล้วอวัยวะต่างๆในร่างกายของเรา จะได้รับสารอาหาร กลูโคส ออกซิเจน จากเลือดที่ไปเลี้ยงทั่วร่างกาย เมื่อหลอดเลือดตีบ จะทำให้เลือดไหลเวียนช้า และทำให้อวัยวะนั้นๆ เสื่อมเร็วขึ้น การตีบของหลอดเลือดใหญ่ เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากผิดปกติ โดยมากจะเกิดในผู้สูงอายุ แต่สำหรับคนที่เป็นเบาหวานอยู่แล้ว ถึงแม้จะอายุไม่มากมีความเสี่ยงเช่นกัน ซึ่งอาการหลอดเลือดใหญ่ตีบเนื่องจากเบาหวานนี้ ทำให้เกิดโรคตามมามากมาย เช่น

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หากผู้ป่วยเบาหวานมีอาการตีบแข็งที่หลอดเลือดหัวใจ จะทำให้รู้สึกเจ็บหน้าอก หายใจไม่สะดวก ซึ่งอาการดังกล่าวเกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดนั่นเอง หากไม่รีบรักษา อาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจวาย และเสียชีวิตได้
โรคหลอดเลือดสมองอุดตัน เมื่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองเกิดอุดตัน จะทำให้ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงสูงมาก ต่อการเป็นอัมพฤกษ์หรือเป็นอัมพาตครึ่งซีกในอนาคต
โรคความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะหลอดเลือดใหญ่ตีบ มักจะมีความดันโลหิตที่สูงมากร่วมด้วย ซึ่งหากปล่อยไว้ อาจทำให้หลอดเลือดสมองแตก เป็นอัมพาตหรือเสียชีวิตได้
โรคหลอดเลือดตีบที่เท้า เมื่อเบาหวานลงเท้า จะทำให้คนเป็นเบาหวานมีอาการปวดน่อง ในบางรายที่มีอาการอุดตันของหลอดเลือดขั้นรุนแรง อาจส่งผลให้ถึงเวลาเป็นแผลที่เท้าแล้วไม่รู้สึก และเกิดแผลติดเชื้อได้ง่ายอีกด้วย

โรคแทรกซ้อนจากหลอดเลือดเล็ก

เมื่อเบาหวานลุกลามไปถึงหลอดเลือดเล็ก ก็สามารถทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายของเราได้เช่นกัน โดยทำให้เกิดโรคต่อไปนี้

โรคแทรกซ้อนทางตา (Retinopathy) เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงกว่าปกตินั่นเอง ทำให้เกิดความผิดปกติที่จอประสาทตา ส่งผลให้หลอดเลือดฝอยที่มาเลี้ยงเซลล์จอรับภาพอุดตัน มีเลือดออกในจอประสาทตา มีการรั่วไหลของน้ำเหลือง ทำให้ประสาทการมองเห็นเสื่อมสภาพ เมื่อปล่อยทิ้งไว้ อาจทำให้ตาบอดได้
โรคแทรกซ้อนทางไต มักเกิดกับผู้ป่วยเบาหวานที่ มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก ซึ่งจะทำให้หลอดเลือดที่มาเลี้ยงไตตีบแข็ง และทำให้ไตกรองของเสียได้ไม่เต็มที่ และเสื่อมสภาพลงในที่สุด อาการไตเสื่อมจากเบาหวานจะไม่แสดงอาการ จนกว่าไตจะเสื่อมสภาพลงไปแล้วกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ผู้ป่วยจึงจะเริ่มมีอาการตัวบวม เนื่องจากไตไม่สามารถขับน้ำและเกลือ ออกจากร่างกายได้ทันกับน้ำและเกลือ ที่เรารับประทานเข้าไป ร่วมกับมีอาการอ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร และซึมเศร้า เป็นต้น

โรคแทรกซ้อนที่ระบบประสาท

ระบบประสาทมีความสำคัญ ในการควบคุมระบบเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ การย่อยอาหาร การหายใจ และความรู้สึกนึกคิดของคนเรา เส้นประสาทจึงเปรียบเสมือนวงจรไฟฟ้า ที่หากมีความผิดปกติเกิดขึ้น แล้วมักจะส่งผลเสียต่อระบบต่างๆ ในร่างกายตามมา ผู้ที่เป็นเบาหวานมานานเกิน 25 ปี มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคแทรกซ้อนที่ระบบประสาท ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทำให้เกิดอันตรายตามมาดังนี้

เส้นประสาทส่วนปลายเสื่อม ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานปวดตามเส้นประสาทต่างๆ ทั่วร่างกาย โดยเฉพาะที่แขนและขา สูญเสียประสาทรับความรู้สึก ซึ่งอาการเหล่านี้ มักเริ่มจากปลายนิ้วเท้า และลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ ได้ และผลของอาการชาที่เป็นกับเท้านี่เอง ที่ทำให้กว่าผู้ป่วยเบาหวานจะรู้ว่าเป็นแผล ก็ต่อเมื่อเชื้อลุกลาม จนแผลมีเนื้อตาย เน่า จนอาจต้องตัดขาได้ในบางราย
ระบบทางเดินอาหารมีปัญหา ส่งผลให้หลอดอาหารทำงานผิดปกติ ทำให้เวลากลืนอาหาร รู้สึกติดขัดในคอ เกิดอาการเจ็บหน้าอก นอกจากนั้นเบาหวาน ยังทำให้กระเพาะอาหารบีบตัวน้อยลง ส่งผลให้มีอาหารค้างอยู่ในกระเพาะ เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน แน่นท้อง
อันตรายต่อระบบปัสสาวะ เมื่อเส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ ของผู้ป่วยเบาหวานเสื่อมลง จะทำให้ความรู้สึกปวดปัสสาวะหายไป ถึงจะมีปัสสาวะเต็มกระเพาะ ก็ไม่รู้สึกปวดถ่าย ทำให้มีปัสสาวะค้างในกระเพาะปัสสาวะ และเกิดอาการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะได้ง่าย

ข้อควรระวังสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

แม้เบาหวานจะเป็นโรคที่รักษาไม่หาย แต่ผู้ป่วยเบาหวานก็ไม่ต้องตกใจไป เพราะโรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคชนิดนี้ มีวิธีป้องกันและดูแล ให้เราสามารถอยู่กับมันได้อย่างมีความสุข เพียงเพิ่มความระมัดระวังในเรื่องต่อไปนี้

อย่าละเลยการออกลังกายโดยเด็ดขาด เพราะการออกกำลังกาย จะช่วยให้ตับผลิตอินซูลินได้มากขึ้น เพิ่มการสูบฉีดและการไหลเวียนของเลือด ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง ลดคอเลทเทอรอลในเลือด และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ให้เป็นไปตามปกติอีกด้วย
งดเค็มและอาหารรสจัด เนื่องจากอาหารเค็มและ อาหารรสจัด เป็นตัวการสำคัญ ที่ทำให้ความดันโลหิตในร่างกายสูงขึ้นผิดปกติ และทำให้ไตทำงานหนัก ดังนั้น ทางที่ดีควรหันมารับประทานอาหารรสจืดแทน
พยายามอย่าให้ร่างกายมีบาดแผล เพราะเวลาที่ผู้ป่วยเบาหวานมีบาดแผลตามร่างกาย แผลจะหายช้ากว่าคนทั่วไป และมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายกว่าอีกด้วย เพื่อกันไว้ดีกว่าแก้ ผู้ป่วยเบาหวานควรหลีกเลี่ยงสาเหตุที่จะเกิดบาดแผล
งดครียด ความเครียดสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ความดันโลหิตของเราเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ียง ต่อโรคแทรกซ้อนที่กล่าวไปแล้วในข้างต้นได้ มากขึ้น ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงความเครียด โดยทำกิจกรรมนันทนาการต่างๆ เช่น อ่านหนังสือ ปลูกต้นไม้ หรือทำงานอดิเรกอื่นๆ

ดื่มน้ำอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

ดื่มน้ำอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

น้ำเปล่า เครื่องดื่มที่ขาดไม่ได้ ต่อให้มีเครื่องดื่มรสชาติโปรดปราน เป็นน้ำผลไม้หรือสมูธตี้ก็ตาม แต่ร่างกายก็ยังต้องการน้ำเปล่า ที่สะอาด บริสุทธิ์เอาไว้หล่อเลี้ยงร่างกายอยู่เสมอ

เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าน้ำ มีความสำคัญต่อชีวิตของเรา เพราะทำให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายทำงานได้อย่างปกติ นอกจากนี้ยังมีผลต่อสุขภาพผิวพรรณ ทำให้มีน้ำมีนวล เปล่งปลั่งไม่แห้งกร้าน

โดยปกติแล้ว ในทุก ๆ วัน ร่างกายจะเสียน้ำจากการขับถ่ายและการหายใจ โดยเสียน้ำจากการขับถ่ายมากถึง 1.5 ลิตร และจากการหายใจถึงเกือบ 1 ลิตร จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม เราถึงต้องดื่มน้ำให้ได้เฉลี่ยวันละ 8 แก้ว ก็เพื่อช่วยทดแทนการสูญเสียน้ำนั่นเอง
ดื่มอย่างไร ถึงจะเรียกว่าดี

วันนี้เรามีเทคนิคการดื่มน้ำที่จะช่วยให้เราสามารถดื่มน้ำได้ในปริมาณที่เหมาะสม และเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายมากฝากกัน

- ตอนเช้า 1 แก้ว (ประมาณ 400 c.c.) เป็นช่วงที่เลือดมีความเข้มข้นสูง มีลักษณะขาดน้ำ เพราะขณะหลับเรายังคงมีการสูญเสียน้ำจากการหายใจ 1 แก้วสำหรับตอนเช้าจึงจำเป็น

- ตอนสาย ๆ 2 แก้ว โดยแบ่งเป็นการดื่มหลังอาหารเช้า กับ ระหว่างช่วงเช้าถึงสาย ช่วงนี้จะเริ่มมีของเสียเกิดขึ้น เพราะร่างกายได้ทำงานไประยะหนึ่งแล้ว จึงควรดื่มน้ำเพื่อชำระของเสียเหล่านั้น

- ตอนกลางวันถึงตอนบ่าย 3 แก้ว แบ่งได้เป็นช่วงหลังอาหารกลางวัน และช่วงบ่ายอีก 2 ครั้ง เพื่อช่วยระบบการเผาผลาญของร่างกายให้มีประสิทธิภาพและช่วยกำจัดของเสียในร่างกายด้วย

- ตอนเย็น 2-3 แก้ว หากคุณไปออกกำลังกาย น้ำเป็นสิ่งจำเป็นมาก ๆ เพราะร่างกายจะสูญเสียน้ำผ่านทางเหงื่อมากเป็นพิเศษ ควรดื่มน้ำหลังอาหารเย็น และช่วงเวลาพักผ่อนหลังอาหารด้วย

- ก่อนนอน 1 แก้ว เพื่อให้น้ำได้ไหลเวียนชำระสิ่งตกค้างในลำไส้และกระเพาะอาหาร และช่วยลดภาวะการขาดน้ำขณะหลับ นอกจากนี้การดื่มน้ำอุ่นจะยิ่งช่วยให้หลับสบายยิ่งขึ้น

วิธีการดื่มน้ำให้ได้ผลดีตามที่กล่าวมานั้น จำเป็นต้องดูความเหมาะสมด้วย เพราะการดื่มน้ำมากเกินไป อาจเป็นการขับแร่ธาตุบางอย่างออกมามากเกินความจำเป็น เช่น ธาตุโซเดียม ซึ่งจะทำให้อ่อนเพลีย และอาจเป็นตะคริวได้ ดังนั้นพึงระลึกอยู่เสมอว่า อาหารที่เราทานนั้นมีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว การดื่มน้ำเป็นการช่วยเสริมไม่ให้ร่างกายต้องอยู่ในภาวะขาดน้ำเท่านั้น ดังนั้นควรดื่มแต่พอดี ไม่มากหรือน้อยเกินไป เราก็จะได้ประโยชน์และคุณค่าของการดื่มน้ำได้อย่างเติมที่

เสริมจมูกปลูกย้ายไขมัน

      ก้าวไปอีกขั้นในวงการศัลยกรรมตกแต่ง  และเป็นส่วนที่นิยมทำกันมากซะด้วย  ก็คือ  จมูก  การเสริมจมูกนิยมเสริมดั้งโดยมาก  เพราะคนไทยเรามีลักษณะพันธุกรรมเป็นมาอย่างนี้  แต่ความรู้สึกว่า  คนสวย  หล่อ  หน้าตาดี  ต้องดั้งสวย  ได้รูป  พอเหมาะกับโครงสร้างหน้า  โดยการเสริมจมูกนั้น  จากสมัยก่อนฉีดของเหลวเข้าไป  ไม่ว่าจะเป็นซิลิโคนเหลว  ไขมัน ฯลฯ  ซึ่งก้เกิดปัญหามากมาย  ทั้งไม่ได้รูปทรงที่คงตัว  เกิดปัญหาเน่าพัง  จนมาเกิดซิลิโคนแข็งก้เป็นที่นิยม  ปลอดภัย  แต่ก็ยังมีข้อติบ้าง  ที่ดูแข็งกระด้างผิดธรรมชาติ  หรือแท่งซิลิโคนเล็กๆ  นั้นเกิดโผล่ขึ้นมาเสมอผิวหนังจนมองเห็นร่องรอย  หรือหนักกว่านั้นทะลุผิวออมาอวดโฉมความลับซะเลย

                ล่าสุด  ศัลยแพทย์ตกแต่งไทยได้คิดค้นการเสริมจมูกด้วยการปลูกย้ายไขมัน (Graft) ขึ้นมาป้องกันวัสดุแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย  แต่เป็นไขมันส่วนหน้าท้องของเจ้าตัวนั่นเอง  ที่ให้ความลงตัว  ไม่ไหลย้อย  เสียรูปทรงศัลยแพทย์ผู้นั้นคือ  นายแพทย์ชลธิศ  สินรัชดานันท์  นายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย

                สำหรับความพยายามของแพทยืไทยในการคิดค้นวัสดุธรรมชาติเพื่อเสริมจมูกนั้น  ที่ผ่านมามีการนำกระดูกอ่อน  จากบริเวณ  หรือบริเวณซี่โครงมาใช้จนเป็นที่แพร่หลาย  เนื่องจากเป็นวัสดุที่หาง่าย  ไม่มีผลกระทบต่อการทำ  แต่กลับไม่เป็นที่นิยมมากนักในปัจจุบัน  เนื่องจากมีความยุ่งยากซับช้อนมากกว่า

                จึงมีการหันไปหาวัสดุยอกนิยมจนมีการนำมาใช้อย่างกว้างขวางในปัจจุบันคือ  ซิลิโคนซึ่งมีหลากหลายชนิด  โดยแต่ละชนิดยังให้คุณสมบัติที่แตกต่างกันไปด้วย  อาทิ  ซิลิโคนแบบแข็ง  ต้นทุนจะต่ำ  ข้อดีคือ  ตัดแต่งรูปทรงได้ง่าย  แต่เมื่อใช้กับร่างกายก็ส่งผลให้ทะลุได้ง่ายและมีปัญหาต่อเนื่องตามมา

                ส่วนซิลิโคนแบบอ่อน  มีความยืดหยุ่นสูง  แต่กลับตัดแต่งรูปทรงได้ยาก  ซิลิโคนที่ให้ประสิธิภาพดีที่สุดสำหรับงานศัลยกรรมคือ  ซิลิโคนที่มีความแข็งปลานกลาง  เพราะมีความยืดหยุ่นสูงดูเป็นธรรมชาติ  และจัดแต่งรูปทรงได้ง่าย  ซิลิโคนประเภทนี้จึงเป็นที่นิยมต่อการศัลยกรรม

ศัลยกรรมเพื่อบุคลิกภาพที่ดี

                คุณภาพชลธิศ  กล่าวว่า

                “ปัจจุบันนี้  การเสริมจมูกมีทั้งหมด  3  อย่างคือ  ใช้ซิลิโคน  กนะดูกอ่อน  และเนื้อเยื่อไขมัน  ซึ่งแต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป  ขึ้นอยู่กับลักษณะของจมุกคนไข้ว่ามีโครงสร้างอย่างไร  (ใหญ่  เล็ก  หนังมาก  กระดูกใหญ่  ฯลฯ  )  และดุลพินิจของแพทย์  แต่ตอนนี้การใช้เนื้อเยื่อไขมันเป็นเหมือนวิวัฒนาการใหม่ของวงการศัลยกรรมจมูก

                จมูกที่มีปัญหา  คือ  มันเสียรูปทรงไปแล้ว  ไม่ว่าจะเกิดจากหมอเถื่อน  ที่ทำแล้วออกมาไท้ดี  แย่ยิ่งกว่าเดิม  หรือทำว่าอาจเกิดจากอุบัติเหตุ  ซึ่งการใช้ซิลิโคน  หรือกระดูกอ่อนเข้ามาข่วย  บางทีอาจไม่ได้รูปทรกที่ต้องการ

                ย้านไปเมื่อ 15 ปีที่แล้ว  เราก็ได้มีการเอาเนื้อเยื่อร่างกายมาปลูกถ่ายเพื่อจะซ่อมอซมส่วนต่างๆ  ของร่างกาย  โดยเราไช่ไขมันเป็นหลัก  ซึ่งจริงๆ  แล้วได้มีการนำไขมันมาใช้กว่า 100 ปีแล้ว  โดยนำไปปลูกถ่ายในอวัยวะต่างๆทั้งในส่วนของ  หู  คอ  จมูก  เช่น  ใช้ในโพรงหู  โครงไซนัสหรือฉีดไปในกล่องเสียง  เป็นต้น

                แต่การที่เรานำมาใช่ในโพรงจมูก  ซึ่งธรรมชาติของไขมันนั้น  มันจะมาปลูกที่จมูกนั้นจะติดได้ยากมาก  ไม่เหมือนกับการนำไปปลุกถ่ายที่คาง  แก้ม  และไวนัสหรือที่อื่นๆ  ซึ่งส่วนเหล่านี้ไขมันจะติดง่าย”

วงการแพทย์พยายามนำไขมันมาปลูกถ่ายรักษาจมูก

                “ปัญหาการทำไขมันมาศัลยกรรมจมูกนี้ได้มีความพยายามแก้ไขเรื่อยมา  เช่นทางคณะแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล  ได้เริ่มให้การรักษาที่ได้รับอุบัติเหตุ  กลุ่มคนไข้ที่จมูกบูดเบี้ยวมาตั้งแต่เกิด  หรือกลุ่มที่ไปรับการผ่าตัดจมูกมาแล้วเกิดอาการผิดปกติ  เช่น  กระดูกทรุดไม่สามารถใช้ซิลิโคนช่วยได้แล้ว  ลางคนก็ไม่ทำจมูกกับหมอเถื่อนมา  แล้วกลายเป็นเนื้องอก  เน่า  อักเสบ  เราก็ต้องตัดเนื้องอกออกก่อน  อต่พอเอาเนื้องอกออก  จมูกก็จะเสียรูปทรง  ก็ต้องเอาไขมันไม่ซ่อมหรือบางคนไปใส่ซิลิโคนแท่งมา  แล้วซิลิโคนทะลุ  พอเลาซิลิโคนออกมาก็ต้องเอาไขมันเข้าไปเสริมแทนส่วนที่ว่างไปเช่นกัน

                เราเคยช่วยคนข้มาพอสมควรประมาณ 80-90%  ของคนไข้ก็จะพอใจกับจมูกที่ทำให้ใหม่  แต่ก็มีบางรายที่ไขมันละลายซึมไปกับร่างกายเกือบหมด  ก็ต้องกลับมาทำครั้งที่ 2 วิธี  ซึ่งการทำโดยวิธีนี้ในระยะแรกๆ  นั้น  เราก็ต้องค้นหาวิธีจะทำให้ไขมันติดกับจมูกได้ดีที่สุด  ซึ่งในปัจจุบันก็ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ  ถึงแม้บางรายจะมีการละลายไปมาก  แต่ก็ยังเหลืออยู่อย่างน้อยก็ 20-30%  ซึ่งก็ถือว่าเป็นที่ทำให้ช่วยแก้ปัญหาสำหรับคนไข้ที่มีปัญหาสำหรับคนไข้ที่มีปัญหาเรื่องจมูกได้มากขึ้นจริงๆ  และผลก็ออกมาได้ดี

                การใช้ไขมันเป็นการรักษา  ซึ่งเหมือนกับการปลูกถ่ายอวัยวะต่างๆ  ในร่างกายเช่นการตัดผิวหนังส่วนหนึ่ง  มาปะให้อีกส่วนหนึ่ง  ซึ่งการใช้ไขมันก็มีมานานมากแล้ว  ปต่การนำมาใช้กับจมูกนั้นมันจะติดยาก  ไม่เหมือนกับเราเอาข้าวไปหว่านในที่แล้ง  ทำให้ปลูกติดยากมาก  ตรงนี้ก็เป็นปัญหาที่เราแก้ไขปรับปรุงวิธีการ  เพื่อทำให้สามารถปลุกติดได้มาขึ้นเรื่อยๆ

ขั้นตอนการเสนริมจมูกด้วยไขมัน

                “การทำนั้นซึ่งต้องมีการคัดไขมัน  เลือกไขมันด้วย  ซึ่งพอเราเอาไขมันออกมาแล้วก็ต้องเอาส่วนที่เป็นน้ำทิ้ง  ให้เหลือแต่เนื้อเยื่อที่เป็นไขมันจริงๆ  ซึ่งจะมีมากที่พุงของคนเรา  แต่ว่าเราใช้นิดเดียวประมาณนิ้วก้อยหรือ 5 cc

                เราเริ่มต้นจากการรักษาคนไข้ที่มีปัญหาเรื่องของจมุกเสียทรง  ทั้งจากอุบัติเหตุ  การผ่าตัดเนื้องอก  ไซนัส  หรืออื่นๆ  กระทั้งเอามาใช้ในคนปกติ  เพื่อเป็นการเสริมความมั่นใจให้คนที่มีปัญหาในเรื่องของสันจมูก   ก็คือ “ศัลกรรมเพื่อบุคลิกภาพ”

                ปัญหาในเรื่องจมูกบี้  เป็นเรื่องของปมด้อยซึ่งการใช้ไขมันจะสามารถช้วยเสริมความั่นใจมากขึ้น  แต่การปลูกไขมันนั้น  ก็ขึ้นอยู่กับไขมันด้วย  และสภาพของผิวหนังด้วย  ถ้าหนังมันตึงกับเราใหส่เสื้อ  ถ้าใส่เสื้อรัดๆ  ก็จะเหมลือพื้ที่สำหรับปลุกไขมันได้น้อย  แต่ถ้าเรามีหนังมทากเราก็จะปลูกขัมนเข้าไปได้มากขี้น”

เสริมจมูกปลูกย้ายไขมัน

                “การเสริมจมูกด้วยการปลูกย้ายขัมน  เป็นนวัตกรรมเสริมความงามล่าสุดที่ได้คิดค้นและพัฒนาขึ้น  แก้ปัญหาที่เกิดจากการทำศัลยกรรมจมูกด้วยซิลิโคน  ที่พบบ่อยที่สุดคือกรณีซิลิโคนทพทะลุออกมาผิวหนังออกมา  ซึ่งสร้างความเจ็บปวดและทรมานให้กับผุ้ป่วยจำนวนมากในร่างกายมนุษย์เรานี่แหละ  โดยนำมาจากการเจาะไขมันบริเวณสพดือและมีลักษณะเหมือนเอ็นข้อไก่มาใช้เสริมจมูก

                เมื่อทำการย้ายไขมัน (Graft)  มาปลุกใหม่บริเวณจมูก  เลือดบริเวณจมูกก็จะทำการหล่อเลี้ยงไขมันจนเหลือเป็นส่วนหนึ่งของจมูก  ซึ่งกรรมวิธีดังกล่าวไปยุ่งยากใช้เวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น  เนื่องจาการผ่าตัดตั้งทำอย่างรวดเร็วและรอบคอบที่สุด  เพื่อลดอาหารบอบซ้ำของร่างกาย

                การศัลกรรมด้วยวิธีนี้ไม่มีผลกระทบและผลข้างเคียงใดๆ  เนื่องจาไขมันไม่ไช่สารแปลกปลอมหรือวัสดุสังเคราะหืจึงไม่เป็นอันตรายใดๆ  ต่อร่างกาย  นอกจากนี้ยังเป็นไขมันของคนนั้นเองด้วย  และไขมันส่วนนี้ทำให้รูปทรงของจมูกสวยงามดูเป็นธรรมชาติ  และมีความยืดหยุ่นสูงอีกด้วย

                การเอาไขมันมันออกมา  หมอจะจะเจาะรูที่หน้าท้อง (เล้กๆ  เท่านั้น)  และหยิบไขมันออกมาเป็นก้อน  หลังจากนั้นก็จะต้องตัดไขมันที่จะเอามาปลูก  ซึ่งตรงนี้ถือว่าต้องใช้ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของแพทย์และความเชียวชาญของแพทย์  ซึ่งใช้เวลาในการเอาไขมันออกมาประมาณ 5 นาทีเท่านั้น  เสร็จแล้วก็เย็บปากแผลนิดเดียว  ประมาณ 5 – 7 วันแผลก็หายสนิท

                เรื่องของรูปของทรงจมูกที่ทำนั้น  หมอก็มีหน้าที่จัดรูปทรงเหมือนกับเราปั้นตีกตาหมอมีหน้าที้ตรียมช่องสำหรับใส่นุ่นเข้าไป  หมอต้องเจาะรูที่ด้านในก่อน   ซึ่งเป็นแค่ร฿เล้กๆ  จากนั้นก็จะเอาไขมันส่วนที่คัดแล้วมาปลุกเข้าไป  หลังจากนั้นก้เย็ยปิกปากแผลแระมาณ 2 เข็ม  โดยปริมาณของไขมันที่จะปลูกเข้าไปนั้นขึ้นอยู่กับสภาพของหนังจมูกว่าสามารถยึดได้มากน้อยแค่ไหน

                การดูแลรักษาต้องใช้เวลาอย่างน้อยๆ 3 เดือน  โดยอาทิตยืแรกต้องระวังมากหน่อย  หลังจากนั้นก็ต้องคอยดูว่าไขมันจะติดได้มากน้อยแค่ไหนก็จะมีปัจจัยอยู่  เช่น  วิธีการคัดไขมันที่เอามาปลูก  วิธีการใส่  การดูแลรักษา  และขึ้นอยู่กับเนื้อเยื้อของไขมัน”

ผลวัยรุ่นติดน้อยกว่าที่คาด

                “ผลเฉลี่ยของเนื้อเยื่อไขมันจะติดอยู่ที่ประมาณ 50% ที่ต้องบอกว่าเฉลี่ยก้เพราะแล้วแต่ละคนจริงๆ  บางคนอาจติดง่ายบางคนก็ติดยาก  ซึ่งในวัยอายุปรมาณ 40 – 50 ปี  จะปลูกตดกว่า 70% ซึ่งเหตุผลกำลังอยู่ในการวิจัยหาคำตอบต่อไป

                ส่วนในเรื่องของราคาในการทำนั้นขึ้นอยู่กับว่าเราไปทำที่ไหนมากกว่า  ซึ่งมีทั้งโรงพยาบาลรัฐ  และเอกชน  และการใช้ซิลิโคนแท่งก็ยังถือว่าปลอดภัยอยู่  ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความพอใจ  และดุลยพินิจของแพทย์  ซึ่งต้องดูจมูกของคนไข้ว่าจะเหมาะกับการเสริมแบบไหน  ซึ่งบางคนอาจจะต้องใช้ทั้ง 2 ชนิดเลยก็มี

การแก้ปัญหาเบื้องต้น เมื่อ มือถือ ตกน้ำ จะทำอย่างไรดี เมื่อ มือถือตกน้ำ ?

การแก้ปัญหาเบื้องต้น เมื่อ มือถือ ตกน้ำ จะทำอย่างไรดี เมื่อ มือถือตกน้ำ ?

, , , ,

น้ำคือสิ่งที่เป็นศัตรูตัวฉกาจสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด โทรศัพท์มือถือ ก็เช่นกัน หากต้องเผชิญกับน้ำเมื่อไหร่ แม้เพียงจำนวนอันน้อยนิด ก็อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายได้มากอย่างคาดไม่ถึง
แต่อย่างไรก็ตาม หากเกิดอุบัติเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ มือถือ ตกน้ำ หรือต้องเจอกับน้ำขึ้นมา ก็ยังพอมีวิธีแก้ไขเบื้องต้นอยู่บ้างเหมือนกัน และทำได้ไม่ยาก ดังนี้

1. พยายามตั้งสติให้ดี อย่าตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะคงไม่เป็นผลดีนัก
2. เมื่อนำ มือถือ ออกมาจากแหล่งน้ำได้แล้ว พึงจำไว้เสมอว่าอย่าเพิ่งกดปุ่มเปิด-ปิดเครื่องโดยเด็ดขาด เนื่องจากอุปกรณ์ต่างๆ ยังเปียกน้ำ หรือยังมีความชื้น การกดปุ่มเปิด-ปิดเครื่องอาจทำให้เกิดการลัดวงจรและเสียหายหนัก หรือ
เสียหายถาวรได้
3. ให้รีบถอดส่วนประกอบต่างๆ ของ มือถือ ออกจากกันอย่างรวดเร็ว (ส่วนประกอบที่สามารถถอดได้เองตามปกติ) ไม่ว่าจะเป็น ซิมการ์ด, แบตเตอรี่, หน้ากาก, ฝาหลัง, ฯลฯ
4. เมื่อถอดส่วนประกอบต่างๆ เท่าที่สามารถถอดได้เรียบร้อยแล้ว อาจจะใช้การสลัดน้ำด้วยแรงพอประมาณ รวมถึงให้นำผ้า (ชนิดที่ไม่มีขน) หรือกระดาษทิชชู (คุณภาพดี ไม่เป็นขุย) มาซับน้ำที่เกาะอยู่ตามจุดต่างๆ ให้แห้งที่สุด
เท่าที่จะทำได้ หรืออาจจะใช้พัดลมช่วยเป่าด้วยก็ได้ ซึ่งขั้นตอนนี้อาจใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน
5. สิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้คือ ไม่ควรใช้ไดร์เป่าผมเป่าให้แห้งเด็ดขาด เนื่องจากลมจากไดร์เป่าผมมีความร้อนสูง อาจจะทำให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ หรือวงจรอิเล็กทรอนิกส์ภายในได้โดยง่าย
6. และสิ่งสำคัญอีกประการคือไม่ควรนำ มือถือ และอุปกรณ์ต่างๆ ไปตากแดด เพื่อหวังให้แห้งเร็วขึ้น เพราะความร้อนจากแสงแดดนั้นสูงเกินไปสำหรับ มือถือ และอุปกรณ์ต่างๆ

, , , ,

7. เมื่อสังเกตุว่า มือถือ และอุปกรณ์ต่างๆ แห้งพอสมควรแล้ว ก็ให้นำ มือถือ และอุปกรณ์ต่างๆ ไปวางทิ้งไว้ในถังข้าวสาร หรือในถุงพลาสติกที่มีซิลิก้าเจลบรรจุไว้ ทั้งนี้เพื่อช่วยดูดความชื้นที่อาจจะยังหลงเหลืออยู่ในส่วนของอุปกรณ์ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ โดยอาจทิ้งไว้เป็นระยะเวลาประมาณ 2-3 วัน เพื่อให้แน่ใจว่าความชื้นได้หายไปหมดแล้วจริงๆ
8. เมื่อทุกขั้นตอนข้างต้นผ่านพ้นไปด้วยดี และแน่ใจว่าตัวเครื่อง, อุปกรณ์ทุกอย่าง รวมถึงทุกซอกทุกมุม ทั้งภายใน และภายนอก ปราศจากน้ำและความชื้นแล้ว ก็ให้นำซิมการ์ด, แบตเตอรี่, หน้ากาก, ฝาหลัง, ฯลฯ มาประกอบกลับ
เข้าที่ตามเดิม
9. หลังจากประกอบตัวเครื่องเรียบร้อยดีแล้ว ยังไม่ควรชาร์จแบตเตอรี่ทันที เนื่องจากวงจรภายในอาจจะยังไม่พร้อมที่จะรับกระแสไฟฟ้า
10. จากนั้นให้ลองเปิดเครื่อง หากสามารถเปิดได้ก็ให้ตรวจสอบอาการผิดปกติอื่นๆ ในการใช้งานพื้นฐานทันที เช่น หน้าจอติดหรือไม่, โทรออกโทรเข้าได้หรือไม่, ลำโพงดังหรือไม่, ปุ่มกดใช้งานได้ทุกปุ่มหรือไม่, กล้องถ่ายได้หรือ
ไม่, ตรวจเจอการ์ดหน่วยความจำหรือไม่, ยังใช้งานเมนูหรือฟังก์ชันต่างๆ ได้ปกติหรือไม่ ฯลฯ
11. หากลองใช้งานดูแล้วไม่พบปัญหาใดๆ สามารถใช้งานได้ตามปกติ ก็ถือว่าเป็นโชคดีอย่างมาก แต่อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะโชคดีไม่เกิดปัญหาใดๆ หรือโชคร้ายต้องเจอกับปัญหาตามมา ทางที่ดีก็ควรจะต้องนำเครื่องไปไปให้ศูนย์
หรือช่างผู้ชำนาญ ช่วยจัดการให้อีกครั้งหนึ่ง

, , , ,

แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว แม้จะมีการดูแลดีและรวดเร็วแค่ไหน หลังจากที่ มือถือ สัมผัสกับน้ำ ผู้ใช้ก็มักจะพบกับปัญหาที่ตามมาอยู่เสมอ อาจจะน้อยหรือมาก ไปอาจโชคร้ายจนถึงขั้นเสียถาวร ซึ่งก็คงจะต้องทำใจกันเอาไว้ล่วงหน้าด้วยว่าคุณอาจจะไม่โชคดีก็ได้ ดังนั้นจึงควรระวังไม่ให้ มือถือ ตกน้ำ หรือสัมผัสกับน้ำ เสียตั้งแต่แรกก็จะดีที่สุด